การเจรจาเงินเดือนทนายความเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและสำคัญมาก ๆ เลยนะคะเพื่อน ๆ! โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่ตลาดแรงงานมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ๆ ทนายความรุ่นใหม่หรือแม้แต่ทนายความที่มีประสบการณ์ก็ต้องปรับตัวกันอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่เรื่องความสามารถทางกฎหมายเท่านั้น แต่ทักษะการเจรจาต่อรองก็เป็นสิ่งที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้เราได้อย่างมหาศาลเลยค่ะ จากที่ฉันได้ศึกษาข้อมูลมา ทนายความในประเทศไทยมีรายได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ อย่างทนายความประจำสำนักงานอาจเริ่มต้นที่ 15,000 – 50,000 บาท ส่วนทนายความอิสระอาจทำรายได้ตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือหากเป็นหุ้นส่วนสำนักงานก็อาจสูงถึง 70,000 – 1,000,000 บาทเลยทีเดียว ในปี 2568 นี้ ตลาดงานกฎหมายมีการเติบโตที่น่าสนใจ โดยเฉพาะด้าน Legal Tech ที่ลูกความคาดหวังความรวดเร็ว โปร่งใส และทนายความที่ใช้เทคโนโลยีช่วยงานก็มีแนวโน้มได้เงินเดือนสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 15-25% เลยนะ!

นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มการกระจายตัวของงานไปยังต่างจังหวัด และการเพิ่มขึ้นของงาน Freelance อีกด้วย ฉันเองก็เคยได้ยินเรื่องราวจากคนรู้จักที่เป็นทนายความอยู่บ่อย ๆ ว่าการเตรียมตัวเจรจาต่อรองนี่สำคัญแค่ไหน มันไม่ใช่แค่การบอกตัวเลขที่เราอยากได้ แต่ต้องแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่เราจะมอบให้กับองค์กรได้จริง ๆ ด้วยค่ะ เอาเป็นว่าการเข้าใจตลาดและความสามารถของตัวเองคือกุญแจสำคัญเลยค่ะ บทความนี้จะพาเพื่อนๆ ไปเจาะลึกทุกประเด็นเกี่ยวกับการเจรจาต่อรองเงินเดือนทนายความแบบละเอียดทุกขั้นตอนเลยค่ะ ตามมาดูกันเลยนะคะ!
เตรียมตัวให้พร้อมก่อนก้าวสู่สนามเจรจา: รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
เพื่อน ๆ ขา… ก่อนที่เราจะไปนั่งโต๊ะเจรจาเงินเดือนอย่างมั่นใจ สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องทำการบ้านอย่างหนักเลยค่ะ! เหมือนการเตรียมตัวขึ้นศาลเลยนะ เราต้องรู้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องของตัวเราเองและเรื่องของบริษัทที่เราจะไปร่วมงานด้วย จากประสบการณ์ของฉันเอง การที่เราเข้าใจคุณค่าของตัวเองอย่างแท้จริงว่าเรามีทักษะอะไรบ้าง มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านไหนที่โดดเด่น และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรได้มากแค่ไหน นี่แหละค่ะคือหัวใจสำคัญของการเจรจา
อย่าลืมนะคะว่าตอนนี้ตลาดงานกฎหมายมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ๆ โดยเฉพาะในปี 2568 นี้ ที่ Legal Tech และความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลเข้ามามีบทบาทอย่างเห็นได้ชัดเลย ทนายความที่สามารถใช้เทคโนโลยีช่วยงานได้มีแนวโน้มที่จะได้รับเงินเดือนสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 15-25% เลยทีเดียว การที่เรามีข้อมูลแน่น ๆ เกี่ยวกับอัตราเงินเดือนในตลาดสำหรับตำแหน่งและประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกัน จะช่วยให้เราตั้งเป้าหมายได้อย่างสมเหตุสมผลและมั่นใจมากขึ้นค่ะ
1.1 สำรวจตลาดและประเมินคุณค่าของตัวเอง
เราต้องเริ่มจากการสำรวจก่อนว่าทนายความในตลาดตอนนี้เขาได้เงินเดือนกันเท่าไหร่ โดยเฉพาะตำแหน่งที่คล้ายกับเราและมีประสบการณ์ใกล้เคียงกัน ยุคนี้ข้อมูลหาไม่ยากเลยค่ะ ทั้งจากเว็บไซต์หางาน หรือแม้แต่การพูดคุยกับเพื่อนร่วมวงการ ลองดูนะคะว่าทนายความประจำสำนักงานอาจเริ่มต้นที่ 15,000 – 50,000 บาท ทนายความอิสระอาจทำรายได้ตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท และถ้าเป็นหุ้นส่วนสำนักงานก็อาจสูงถึง 70,000 – 1,000,000 บาทเลยนะ ตัวเลขพวกนี้เป็นไกด์ไลน์ที่ดีเยี่ยมเลยค่ะ
หลังจากนั้นก็มาประเมินตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่าเรามีอะไรดี เราเก่งเรื่องไหนเป็นพิเศษ หรือมีผลงานอะไรที่จับต้องได้บ้าง เช่น เคยชนะคดีใหญ่ ๆ มาแล้วกี่คดี เคยช่วยบริษัทประหยัดค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่ หรือเคยพัฒนาโปรแกรม Legal Tech ที่ช่วยลดเวลาทำงานได้กี่เปอร์เซ็นต์ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นแต้มต่อสำคัญในการเจรจาของเราค่ะ
1.2 เตรียมข้อมูลและหลักฐานสนับสนุน
การเตรียมข้อมูลให้พร้อมนี่สำคัญมาก ๆ เลยค่ะ! ไม่ใช่แค่ตัวเลขเงินเดือนที่เราต้องการเท่านั้น แต่ต้องมีเหตุผลมารองรับด้วย การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลงาน ความสำเร็จ และทักษะเฉพาะตัวของเรามานำเสนออย่างเป็นระบบ จะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับข้อเสนอของเราได้เยอะเลยนะ อย่างเช่น ถ้าเรามีใบอนุญาตพิเศษ ทักษะภาษาต่างประเทศที่แข็งแกร่ง หรือความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายใหม่ๆ อย่าง PDPA, กฎหมายสิ่งแวดล้อม หรือ Cybercrime เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เราสามารถนำมาใช้ต่อรองได้ทั้งนั้น
ฉันเคยมีเพื่อนคนหนึ่งที่ไปเจรจาขอขึ้นเงินเดือน เธอรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียดเลยค่ะว่าตลอดปีที่ผ่านมาเธอสามารถช่วยบริษัทประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เท่าไหร่จากการปรับปรุงกระบวนการทำงานด้านกฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แถมยังนำเสนอแผนงานในอนาคตที่เธอจะช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้บริษัทได้อีกด้วย ผลลัพธ์คือเธอได้ในสิ่งที่ต้องการและยังรู้สึกภูมิใจในคุณค่าของตัวเองมากขึ้นอีกด้วยค่ะ
วางแผนกลยุทธ์เจรจาแบบเหนือชั้น: ไม่ใช่แค่ขอ แต่เป็นการแสดงคุณค่า
เมื่อเรามีข้อมูลอยู่ในมือแน่นปึ้กแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวางแผนกลยุทธ์การเจรจาค่ะ! จำไว้เลยนะคะว่านี่ไม่ใช่แค่การยื่นคำขอ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าเรามีคุณค่าคู่ควรกับเงินเดือนที่เราต้องการจริงๆ จากที่ฉันได้สังเกตมาหลายๆ เคส การที่เราสื่อสารคุณค่าของเราออกไปอย่างชัดเจนและมั่นใจ จะทำให้ผู้ฟังคล้อยตามได้ไม่ยากเลยค่ะ
เทคนิคสำคัญคือการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนแต่ก็ยืดหยุ่นได้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขเงินเดือนเท่านั้น แต่รวมถึงสวัสดิการอื่น ๆ ที่เราให้ความสำคัญด้วย เช่น วันหยุดพิเศษ การทำงานแบบ Work From Home หรือโอกาสในการพัฒนาทักษะ และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและเป็นมืออาชีพในการพูดคุย เพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและได้ผลลัพธ์แบบ Win-Win สำหรับทั้งสองฝ่ายค่ะ
2.1 กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและมีทางเลือก
ก่อนจะเข้าไปคุย ลองตั้งเป้าหมายในใจไว้ 3 ระดับนะคะ: เป้าหมายต่ำสุดที่เรายอมรับได้ (ขั้นนี้ไม่ต่ำกว่าที่เราอยู่ปัจจุบันนะ), เป้าหมายที่เหมาะสม (อิงจากข้อมูลตลาดและคุณค่าของเรา) และเป้าหมายสูงสุดที่เราอยากได้จริงๆ การมีเป้าหมายที่หลากหลายจะทำให้เรามีความยืดหยุ่นในการเจรจามากขึ้นค่ะ อย่าไปยึดติดกับตัวเลขเดียวจนเกินไป เพราะบางครั้งบริษัทอาจมีข้อเสนออื่น ๆ ที่มีมูลค่าไม่แพ้เงินเดือน เช่น โบนัสประจำปี สวัสดิการด้านสุขภาพ หรือโอกาสในการฝึกอบรมและพัฒนา
นอกจากนี้ ลองคิดดูว่าเราต้องการอะไรอีกนอกเหนือจากเงินเดือน บางทีการได้ทำงานที่ท้าทาย ได้รับผิดชอบโปรเจกต์สำคัญ หรือแม้กระทั่งได้ WFH สัปดาห์ละ 2-3 วัน ก็อาจมีคุณค่าทางใจและทำให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้นได้ไม่น้อยเลยค่ะ ลองลิสต์ออกมา แล้วดูว่าสิ่งไหนที่เราสามารถนำมาต่อรองได้บ้าง
2.2 ศิลปะแห่งการสื่อสารและการนำเสนอ
การสื่อสารคือหัวใจของการเจรจาค่ะ! เราต้องมั่นใจในสิ่งที่พูด แต่ก็ต้องสุภาพและเป็นมืออาชีพเสมอ หลีกเลี่ยงการใช้คำที่ดูเหมือนไม่มั่นใจ เช่น “คิดว่า” หรือ “หวังว่า” แต่ให้ใช้คำที่แสดงความมั่นใจและคาดหวัง เช่น “ดิฉันสมควรได้รับ” หรือ “ดิฉันคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง” การนำเสนอคุณค่าของเราด้วยหลักฐานที่เป็นรูปธรรมจะทำให้ข้อเสนอของเราน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการฟังค่ะ! ฟังสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์หรือ HR พูดอย่างตั้งใจ พยายามทำความเข้าใจมุมมองและความต้องการของบริษัท เพื่อที่เราจะได้ปรับข้อเสนอหรือหาจุดร่วมที่ลงตัวได้ การสนทนาที่เปิดใจและมีการโต้ตอบอย่างสร้างสรรค์ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการพูดอยู่ฝ่ายเดียวแน่นอนค่ะ
ทักษะจำเป็นที่ทนายยุคใหม่ต้องมีเพื่อเพิ่มมูลค่า
เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าโลกยุคใหม่นี้ ทักษะทางกฎหมายอย่างเดียวอาจไม่พอแล้วนะ! จากที่ฉันเห็นมาด้วยตาตัวเอง ทนายความที่ประสบความสำเร็จจริงๆ มักจะมี “ของ” มากกว่าแค่ความรู้ด้านกฎหมายค่ะ มันคือการผสมผสานทักษะหลายๆ ด้านเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเองและลูกความได้แบบไร้ขีดจำกัด
ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกวงการแบบนี้ ทนายความก็ต้องปรับตัวตามให้ทันค่ะ โดยเฉพาะทักษะดิจิทัลและ Legal Tech ที่กำลังมาแรงสุด ๆ ไปเลย ใครที่รู้เรื่องพวกนี้ บอกเลยว่าได้เปรียบสุด ๆ เพราะมันช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และตอบโจทย์ความต้องการของลูกความยุคใหม่ที่คาดหวังความรวดเร็วและโปร่งใสได้เป็นอย่างดี
3.1 ความเชี่ยวชาญด้าน Legal Tech และทักษะดิจิทัล
ลืมภาพกองเอกสารสูงท่วมหัวไปได้เลยค่ะ! ตอนนี้มีเครื่องมือ Legal Tech เจ๋ง ๆ มากมายที่ช่วยให้ทนายความทำงานได้ง่ายขึ้นเยอะเลยนะ ไม่ว่าจะเป็น Case Management Software ที่ช่วยจัดการข้อมูลคดี ลูกความ หรือตารางนัดหมาย ไปจนถึง e-Discovery Tools ที่ช่วยคัดกรองและวิเคราะห์พยานหลักฐานดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่ Document Automation ที่ช่วยสร้างเอกสารทางกฎหมายอัตโนมัติ การที่เรามีความรู้ความเข้าใจและสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้ จะทำให้เราโดดเด่นและเป็นที่ต้องการของตลาดมาก ๆ เลยค่ะ
ฉันเคยได้ยินเรื่องราวจากทนายรุ่นใหม่คนหนึ่ง เขาใช้ AI ช่วยในการค้นคว้าข้อมูลทางกฎหมายและวิเคราะห์ฎีกา ทำให้เขาทำงานได้เร็วกว่าทนายคนอื่น ๆ หลายเท่าตัว แถมยังให้คำแนะนำลูกความได้แม่นยำขึ้นอีกด้วย นี่แหละคือตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความได้เปรียบ!
3.2 ทักษะด้านภาษาและการสื่อสารที่เหนือกว่า
ภาษาอังกฤษยังคงเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในโลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในแวดวงกฎหมายที่มีลูกความต่างชาติ หรือคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ การที่เราสามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศได้คล่องแคล่ว ไม่ได้หมายถึงแค่การพูดคุยเท่านั้นนะ แต่รวมถึงการอ่าน เขียน และทำความเข้าใจเอกสารทางกฎหมายที่เป็นภาษาต่างประเทศด้วย
นอกจากภาษาแล้ว ทักษะการสื่อสารโดยรวมก็สำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา การเจรจาต่อรอง การนำเสนอ หรือแม้แต่การปลอบประโลมจิตใจลูกความที่กำลังเผชิญปัญหา ทนายความที่สื่อสารได้ดีจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับลูกความได้ ทำให้เขากล้าที่จะเปิดใจและเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เราฟัง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินคดีค่ะ
สร้างแบรนด์ส่วนตัวและเครือข่ายความสัมพันธ์: ยิ่งรู้จักมาก ยิ่งมีโอกาสมาก
เพื่อน ๆ ขา ในยุคที่การแข่งขันสูงขนาดนี้ การเป็นแค่ทนายความที่เก่งอย่างเดียวอาจไม่พอแล้วนะ! เราต้องรู้จักสร้าง “แบรนด์ส่วนตัว” ของเราให้โดดเด่น และสร้าง “เครือข่ายความสัมพันธ์” ให้กว้างขวางด้วยค่ะ จากประสบการณ์ตรงของฉัน การที่คนรู้จักเรามากขึ้น เห็นผลงานของเรา และเชื่อมั่นในตัวเรา มันคือประตูบานใหญ่ที่จะนำไปสู่โอกาสดี ๆ ทั้งในด้านการงานและรายได้เลยล่ะค่ะ
ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการออกไปให้ความรู้ทางกฎหมาย การทำคอนเทนต์ดี ๆ บนโซเชียลมีเดีย หรือการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและวิชาชีพ สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือให้กับเราได้เป็นอย่างดี และเมื่อลูกความต้องการปรึกษาคดี เขาก็จะนึกถึงเราเป็นคนแรก ๆ ยังไงล่ะคะ
4.1 การสร้าง Personal Branding ในโลกออนไลน์
ในยุคดิจิทัลแบบนี้ โซเชียลมีเดียไม่ใช่แค่ที่สำหรับเล่นสนุกแล้วนะคะ แต่มันคือแพลตฟอร์มที่เราสามารถใช้สร้างแบรนด์ส่วนตัวได้อย่างทรงพลังเลยล่ะค่ะ ลองทำคอนเทนต์ที่ให้ความรู้ทางกฎหมายง่าย ๆ เข้าใจง่าย เพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ หรือแชร์มุมมองความคิดเห็นของเราเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจ การทำแบบนี้จะทำให้เราเป็นที่รู้จักในฐานะทนายความผู้เชี่ยวชาญ และสร้างความน่าเชื่อถือได้เป็นอย่างดี
ฉันเคยเห็นทนายความหลายคนใช้ช่องทางออนไลน์ในการสร้างชื่อเสียงได้สำเร็จ บางคนเป็นที่รู้จักในฐานะ “ทนายสายสิ่งแวดล้อม” บางคนเป็น “ทนายสาย Legal Tech” การที่เรามีจุดเด่นเฉพาะตัวและสื่อสารออกไปอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เราแตกต่างจากทนายคนอื่น ๆ และดึงดูดลูกความที่ตรงกับความเชี่ยวชาญของเราเข้ามาได้ค่ะ
4.2 พลังของเครือข่ายและความสัมพันธ์
นอกจากการสร้างแบรนด์ออนไลน์แล้ว การสร้างความสัมพันธ์แบบออฟไลน์ก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ การทำความรู้จักกับทนายรุ่นพี่ เพื่อนร่วมวิชาชีพ หรือแม้แต่คนในวงการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้เราได้เยอะเลยนะ บางทีก็เป็นการได้รับคำแนะนำดี ๆ บางทีก็เป็นการส่งต่อคดีความ หรือบางทีก็เป็นการชวนไปร่วมงานโปรเจกต์ใหญ่ ๆ ที่เราไม่เคยคิดมาก่อน
ฉันเองก็เคยได้รับโอกาสดี ๆ จากการสร้างเครือข่ายนี่แหละค่ะ มีรุ่นพี่ทนายความคนหนึ่งที่ฉันเคารพ ท่านแนะนำให้ฉันไปเข้าร่วมสัมมนาเกี่ยวกับกฎหมายธุรกิจ ซึ่งทำให้ฉันได้รู้จักกับผู้บริหารบริษัทหลายท่าน และนำไปสู่การเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับบริษัทเหล่านั้นในเวลาต่อมา ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราไม่เปิดโอกาสให้ตัวเองได้พบเจอผู้คนใหม่ ๆ เราก็อาจจะพลาดโอกาสทองไปเลยก็ได้นะ
เมื่อการเจรจาไม่เป็นไปตามคาด: เตรียมใจรับมือและหาทางออก
ชีวิตมันก็แบบนี้แหละค่ะเพื่อน ๆ! บางครั้งเราเตรียมตัวมาอย่างดี วางแผนมาอย่างเป๊ะ แต่ผลลัพธ์ก็อาจจะไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังเสมอไป โดยเฉพาะเรื่องการเจรจาเงินเดือนที่ต้องใช้จิตวิทยาและปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ฉันเองก็เคยเจอกับสถานการณ์ที่การเจรจาไม่เป็นไปอย่างที่คิด รู้สึกเฟลบ้าง ผิดหวังบ้าง แต่นั่นแหละคือโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้และแข็งแกร่งขึ้นค่ะ
สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้จักประเมินสถานการณ์อย่างใจเย็น ไม่ตื่นตระหนก และที่สำคัญคือต้องไม่ลดทอนคุณค่าของตัวเองลงไปเด็ดขาด การที่เรามีแผนสำรองไว้เสมอ จะช่วยให้เรามีทางเลือกและสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเดือนอย่างเดียว แต่รวมถึงสวัสดิการอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งโอกาสในการเติบโตในอนาคตค่ะ
5.1 ประเมินสถานการณ์และทางเลือกอื่นๆ
ถ้าข้อเสนอเงินเดือนที่ได้ไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง หรือบริษัทไม่สามารถให้ตามที่เราต้องการได้ทั้งหมด ลองหยุดคิดและประเมินสถานการณ์ดูนะคะว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น เป็นเพราะเรทของบริษัท หรือเพราะเรายังไม่ได้แสดงคุณค่าของเราได้มากพอ อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธ หรือยอมรับไปในทันที ลองขอเวลาพิจารณาและใช้โอกาสนี้ทบทวนข้อเสนอทั้งหมดอีกครั้งค่ะ
บางครั้งเงินเดือนอาจจะไม่ได้สูงเท่าที่เราอยากได้ แต่บริษัทอาจมีสวัสดิการอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น ประกันสุขภาพกลุ่ม โบนัสที่ผันแปรตามผลงาน หรือโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาที่ไม่จำกัด สิ่งเหล่านี้ก็มีมูลค่าไม่แพ้เงินเดือนเลยนะ ลองชั่งน้ำหนักดูว่าอะไรคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด และอะไรคือสิ่งที่บริษัทสามารถมอบให้เราได้
5.2 สร้างทางเลือกและพิจารณาข้อเสนออื่น
อย่าเก็บไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียวค่ะ! การที่เรามีโอกาสในการสัมภาษณ์งานหรือได้รับข้อเสนอจากบริษัทอื่น ๆ ไว้บ้าง จะช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองให้กับเราได้มากเลยนะ ถ้าบริษัทปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเราได้ การมีทางเลือกอื่น ๆ จะทำให้เรามีความมั่นใจและสามารถตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดให้กับตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องรู้สึกกดดันจนเกินไป
ฉันเคยมีเพื่อนคนหนึ่ง เธอได้รับข้อเสนอจากบริษัท A ที่ให้เงินเดือนสูงมาก แต่สวัสดิการไม่ค่อยดีนัก ส่วนบริษัท B ให้เงินเดือนน้อยกว่านิดหน่อย แต่มีสวัสดิการและโอกาสในการเติบโตที่ดีเยี่ยม เธอตัดสินใจเลือกบริษัท B เพราะมองเห็นถึงอนาคตที่ยั่งยืนกว่า นั่นแหละค่ะคือการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เพราะเงินไม่ใช่ทุกอย่างเสมอไป
ข้อควรระวังและสิ่งที่ไม่ควรทำในการเจรจาเงินเดือน
เพื่อน ๆ คะ! การเจรจาเงินเดือนมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะ บางทีคำพูดบางคำ หรือท่าทีบางอย่างที่เราเผลอทำไป อาจทำให้เราพลาดโอกาสดีๆ ไปได้อย่างน่าเสียดาย จากที่ฉันได้เห็นมาหลายต่อหลายครั้ง มีหลายเรื่องเลยค่ะที่เราควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการ
จำไว้เลยนะคะว่านี่คือช่วงเวลาที่เราต้องแสดงความเป็นมืออาชีพออกมาให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ชอบทำ และมุ่งเน้นไปที่การสร้างคุณค่าให้กับตัวเองและองค์กร การเตรียมตัวที่ดี การมีสติ และความเข้าใจในมารยาทของการเจรจา จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่น่าอึดอัดและทำให้การเจรจาของเราประสบความสำเร็จได้ค่ะ
6.1 หลีกเลี่ยงการพูดถึงเงินเดือนเดิมแบบตรงไปตรงมา

สิ่งหนึ่งที่คนมักทำผิดพลาดคือการรีบบอกเงินเดือนปัจจุบันของเราไปตรง ๆ ตั้งแต่แรก หรือการหลุดปากพูดคำที่แสดงความอยากได้เงินเดือนที่ “เยอะๆ” หรือ “มากกว่านี้” โดยไม่มีเหตุผลรองรับ สิ่งนี้อาจทำให้เราเสียเปรียบในการเจรจาได้ เพราะบริษัทอาจใช้ข้อมูลนั้นเป็นฐานในการต่อรอง ทำให้เราไม่สามารถเรียกเงินเดือนที่สูงกว่าตลาดได้
แทนที่จะบอกตัวเลขเป๊ะๆ ลองใช้การอ้างอิงช่วงเงินเดือนในตลาดสำหรับตำแหน่งและประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกันดูนะคะ แล้วค่อยเชื่อมโยงเข้ากับทักษะ ความสามารถ และผลงานที่เรามี การทำแบบนี้จะทำให้เราดูเป็นมืออาชีพและมีข้อมูลสนับสนุนที่น่าเชื่อถือมากกว่าค่ะ
6.2 ไม่ควรโกหก หรือให้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริง
ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานทุกอย่าง รวมถึงการเจรจาเงินเดือนด้วยนะคะ การโกหกหรือให้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริงเกี่ยวกับประสบการณ์ ผลงาน หรือแม้กระทั่งเงินเดือนที่เราเคยได้รับ อาจทำให้เราเสียเครดิตและถูกมองว่าไม่น่าไว้วางใจได้ในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลเสียต่ออาชีพการงานของเราได้มากกว่าที่คิด
ฉันเองก็เคยได้ยินเรื่องราวที่คนโกหกเรื่องเงินเดือน แล้วสุดท้ายก็ถูกจับได้ ทำให้เขาเสียโอกาสดีๆ ไปอย่างน่าเสียดาย เพราะฉะนั้น บอกความจริงในสิ่งที่เรามี และแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่เราสามารถมอบให้ได้ นั่นแหละคือสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ
อนาคตของทนายความในยุคดิจิทัล: พร้อมรับมือกับ AI และเทคโนโลยี
เพื่อน ๆ เชื่อไหมคะว่าโลกของเราเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ๆ เลย โดยเฉพาะในวงการกฎหมาย! สิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ในวันนี้ อาจกลายเป็นเรื่องปกติในวันพรุ่งนี้ จากที่ฉันได้ศึกษาและสัมผัสมาด้วยตัวเอง เทคโนโลยีอย่าง AI ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่มันคือโอกาสที่เราจะใช้มันเป็นเครื่องมือช่วยเสริมให้เราทำงานได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับวิชาชีพของเราได้ค่ะ
ในปี 2568 นี้ เราเห็นแนวโน้มชัดเจนว่า Legal Tech จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และทนายความที่สามารถปรับตัวและนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างชาญฉลาด จะเป็นผู้ที่อยู่รอดและประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัลนี้ เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงได้ แต่เราสามารถเลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงและเติบโตไปพร้อมกับมันได้ค่ะ
7.1 AI ไม่ได้มาแทนที่ แต่มาเสริมทัพ
หลายคนอาจกังวลว่า AI จะมาแย่งงานทนายความ แต่จากที่ฉันได้เรียนรู้มา มันไม่ใช่การ “แทนที่” แต่เป็นการ “เสริมทัพ” ต่างหากค่ะ AI สามารถช่วยเราทำงานที่ซ้ำซ้อนและใช้เวลามาก เช่น การค้นคว้าข้อมูลกฎหมายจำนวนมหาศาล การตรวจสอบสัญญา หรือการวิเคราะห์ฎีกาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทำให้เรามีเวลาไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ทักษะความเป็นมนุษย์มากขึ้น
งานที่ AI ยังทำไม่ได้ดีเท่ามนุษย์คือการให้คำปรึกษาทางจริยธรรม การใช้วิจารณญาณในเชิงมนุษย์ การประเมินอารมณ์ความรู้สึกของคู่ความ และแน่นอนว่า AI ยังไม่สามารถว่าความในศาลได้ ดังนั้น ทนายความยุคใหม่ต้องเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับ AI ใช้มันเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ เพื่อให้เราทำงานได้เฉียบคมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นค่ะ
7.2 ทักษะที่ AI ยังเลียนแบบไม่ได้
ในเมื่อ AI สามารถทำงานบางอย่างได้ดีกว่ามนุษย์ เราก็ต้องหันมาพัฒนาทักษะที่ AI ยังเลียนแบบไม่ได้ค่ะ ทักษะเหล่านี้คือจุดแข็งที่ทำให้เราแตกต่างและมีคุณค่าอย่างไม่มีใครแทนที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์เชิงลึก ความฉลาดทางอารมณ์ การเจรจาต่อรองที่ซับซ้อน หรือความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจกับผู้คน
ฉันเชื่อว่าทนายความที่มีความเข้าใจในบริบททางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น จะยังคงเป็นที่ต้องการอย่างสูงในอนาคต เพราะท้ายที่สุดแล้ว งานกฎหมายคือเรื่องของ “คน” และ “ความยุติธรรม” ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังเข้าไม่ถึงอย่างแท้จริงค่ะ
ตารางเปรียบเทียบ: เส้นทางอาชีพทนายความและรายได้เฉลี่ย (ปี 2568)
เพื่อให้เพื่อนๆ เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ฉันได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางอาชีพและรายได้เฉลี่ยของทนายความในประเทศไทยมาให้ดูในตารางนี้ค่ะ
| ตำแหน่งงาน | ประสบการณ์ | รายได้เฉลี่ยต่อเดือน (บาท) | โอกาสเติบโต | ทักษะเพิ่มเติมที่สำคัญ |
|---|---|---|---|---|
| ทนายความประจำสำนักงาน (Junior) | 0-3 ปี | 15,000 – 35,000 | ปานกลาง – สูง (ขึ้นกับความสามารถ) | Legal Tech, ภาษาต่างประเทศ |
| ทนายความประจำสำนักงาน (Senior) | 3-7 ปี | 35,000 – 70,000 | สูง | การบริหารจัดการคดี, การเจรจา, การนำเสนอ |
| ทนายความอิสระ (Freelance Lawyer) | หลากหลาย | 20,000 – 100,000+ (ผันผวนสูง) | สูงมาก (ขึ้นกับการสร้างแบรนด์และเครือข่าย) | การตลาด, การสื่อสาร, การสร้างเครือข่าย |
| หุ้นส่วนสำนักงานกฎหมาย (Partner) | 10 ปีขึ้นไป | 70,000 – 1,000,000+ (ขึ้นกับขนาดสำนักงาน) | สูงสุด | ความเป็นผู้นำ, ทักษะทางธุรกิจ, การหาลูกค้า |
| ที่ปรึกษากฎหมายองค์กร (In-house Counsel) | 3 ปีขึ้นไป | 40,000 – 150,000+ | สูง | กฎหมายธุรกิจ, การวิเคราะห์สัญญา, Risk Management |
| ผู้เชี่ยวชาญด้าน Legal Tech | เฉพาะทาง | 50,000 – 120,000+ | สูงมาก (ตลาดกำลังเติบโต) | ความเข้าใจเทคโนโลยี, การเขียนโค้ด (พื้นฐาน) |
ข้อมูลในตารางนี้เป็นเพียงค่าเฉลี่ยและแนวโน้มที่ฉันได้รวบรวมมาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ นะคะ รายได้จริงอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ชื่อเสียงของสำนักงาน ขนาดของคดี หรือแม้แต่ความสามารถในการสร้างลูกค้าของเราเองค่ะ
พัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง: กุญแจสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน
สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดเลยนะคะเพื่อน ๆ! ไม่ว่าเราจะอยู่ในจุดไหนของอาชีพทนายความ สิ่งหนึ่งที่ฉันเชื่อมั่นมาตลอดคือ “การพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง” นี่แหละค่ะคือกุญแจสำคัญที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน จากประสบการณ์ส่วนตัวของฉัน โลกไม่เคยหยุดนิ่ง และเราเองก็หยุดเรียนรู้ไม่ได้เช่นกัน
การหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือแม้แต่ทักษะการทำงานที่ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย เช่น การบริหารจัดการ การตลาด หรือจิตวิทยาในการสื่อสาร สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มพูนคุณค่าให้กับเราได้อย่างมหาศาล และทำให้เราเป็นทนายความที่เก่งรอบด้าน เป็นที่ต้องการของตลาดอยู่เสมอค่ะ
8.1 การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการอัปเดตความรู้
กฎหมายมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีและสังคมก้าวหน้าไปเร็วแบบนี้ การอัปเดตความรู้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมสัมมนา อบรมหลักสูตรต่างๆ หรืออ่านบทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง การทำแบบนี้จะช่วยให้เราไม่ตกยุค และสามารถให้คำปรึกษาลูกความได้อย่างทันสมัยและแม่นยำ
นอกจากความรู้ด้านกฎหมายแล้ว การเรียนรู้เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็สำคัญไม่แพ้กัน เช่น กฎหมาย PDPA, กฎหมายสิ่งแวดล้อม, กฎหมายธุรกิจดิจิทัล หรือแม้กระทั่งการทำความเข้าใจหลักการทำงานของ AI เบื้องต้น การที่เรามีความรู้ที่หลากหลาย จะทำให้เราสามารถมองเห็นภาพรวมของปัญหาได้กว้างขึ้น และนำเสนอทางออกที่มีประสิทธิภาพได้มากขึ้นค่ะ
8.2 ความยืดหยุ่นและการปรับตัวสู่สิ่งใหม่
โลกของเราเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนค่ะเพื่อน ๆ! สิ่งที่เราควบคุมได้ดีที่สุดคือตัวเราเอง การมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ คือทักษะสำคัญที่ทนายความยุคใหม่ต้องมี ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ การปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน หรือแม้แต่การเปิดใจรับมุมมองใหม่ๆ จากผู้อื่น
ฉันเคยมีช่วงหนึ่งที่รู้สึกกังวลกับการเข้ามาของ Legal Tech มาก ๆ แต่เมื่อฉันลองเปิดใจเรียนรู้และทดลองใช้ มันกลับกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ฉันทำงานได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ เพราะฉะนั้น อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลงนะคะ แต่จงเปิดรับและใช้มันเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งค่ะ
บทสรุปส่งท้าย
เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อน ๆ ได้อ่านมาจนถึงตรงนี้แล้ว ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลและเคล็ดลับที่ฉันนำมาฝาก จะช่วยให้ทุกคนมีความมั่นใจในการก้าวเข้าสู่สนามเจรจาเงินเดือน หรือการวางแผนเส้นทางอาชีพทนายความได้อย่างชาญฉลาดนะคะ
จำไว้นะคะว่าคุณค่าของเราไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขบนสลิปเงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่มันคือสิ่งที่เราสร้างสรรค์และมอบให้กับโลกใบนี้ได้ต่างหาก การพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ การสร้างเครือข่าย และการเป็นมืออาชีพในทุกย่างก้าว คือสิ่งที่จะทำให้เราเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้นะคะ!
เกร็ดความรู้ดี ๆ ที่คุณต้องไม่พลาด
1. การสำรวจอัตราเงินเดือนในตลาดเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่ามองข้ามข้อมูลนี้เด็ดขาด เพราะจะช่วยให้เราตั้งเป้าหมายได้อย่างสมเหตุสมผลและมีข้อมูลสนับสนุนที่แข็งแกร่งในการเจรจาค่ะ
2. ทักษะด้าน Legal Tech และดิจิทัลไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทนายความยุคใหม่ต้องมีเพื่อเพิ่มมูลค่าและโอกาสในการทำงาน ลองหาคอร์สสั้น ๆ เรียนรู้นะคะ รับรองว่ามีประโยชน์สุด ๆ
3. การสร้างแบรนด์ส่วนตัวและเครือข่ายความสัมพันธ์เป็นเหมือนการลงทุนในระยะยาว ยิ่งเราเป็นที่รู้จักและมีคอนเนกชั่นที่ดีมากเท่าไหร่ โอกาสดี ๆ ก็จะหลั่งไหลเข้ามาหาเรามากขึ้นเท่านั้นค่ะ
4. อย่ากลัวที่จะเจรจาต่อรองเพื่อสิ่งที่คุณสมควรได้รับ แต่จงทำด้วยความสุภาพ เป็นมืออาชีพ และมีเหตุผลรองรับเสมอ การเตรียมตัวที่ดีคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการเจรจาค่ะ
5. โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทนายความที่ประสบความสำเร็จคือผู้ที่พร้อมเรียนรู้และปรับตัว ไม่ว่าจะเจอเทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือกฎหมายที่ซับซ้อนแค่ไหน ก็พร้อมรับมือและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ
ในการเจรจาเงินเดือนหรือการวางแผนเส้นทางอาชีพ สิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวให้พร้อม รู้จักคุณค่าของตัวเองอย่างแท้จริง และสามารถสื่อสารคุณค่านั้นออกมาได้อย่างมั่นใจและมีเหตุผลสนับสนุน การมีทักษะเพิ่มเติมโดยเฉพาะด้าน Legal Tech และดิจิทัล จะช่วยเพิ่มโอกาสและมูลค่าให้กับคุณได้อย่างมหาศาล และที่สำคัญที่สุดคือการไม่หยุดพัฒนาตัวเองและสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดี เพราะนี่คือกุญแจสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: ทนายความในประเทศไทยควรพิจารณาปัจจัยอะไรบ้างในการเจรจาเงินเดือนเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมที่สุดคะ?
ตอบ: โอ้โห คำถามนี้สำคัญมากเลยค่ะเพื่อนๆ! จากที่ฉันได้ศึกษาและพูดคุยกับเพื่อนทนายความมาหลายคนเลยนะคะ ปัจจัยสำคัญที่เราควรพิจารณาหลักๆ เลยก็คือ “ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ” ของเราค่ะ ถ้าเรามีประสบการณ์ตรงในคดีประเภทที่สำนักงานนั้นๆ ต้องการมากๆ เช่น คดีทรัพย์สินทางปัญญา หรือคดีระหว่างประเทศ แน่นอนว่ามูลค่าของเราจะสูงขึ้นมากเลยค่ะ อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ “ขนาดและชื่อเสียงของสำนักงานกฎหมาย” ค่ะ สำนักงานใหญ่ๆ หรือที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ มักจะมีโครงสร้างเงินเดือนที่สูงกว่า และมีสวัสดิการที่ดีกว่า แต่แน่นอนว่าการแข่งขันก็จะสูงตามไปด้วยนะคะ นอกจากนี้ “ทักษะเฉพาะตัว” อย่างเช่น ภาษาต่างประเทศ หรือความสามารถในการใช้ Legal Tech ก็เป็นตัวเพิ่มแต้มต่อให้เราได้เยอะเลยค่ะ ฉันเคยเจอเคสน้องทนายความคนหนึ่งที่เก่งภาษาจีนมากๆ เขาสามารถเจรจาเงินเดือนได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยเยอะเลยค่ะ เพราะเขาสร้างคุณค่าที่แตกต่างให้กับสำนักงานได้จริงๆ สุดท้ายคือ “โลเคชั่น” ค่ะ ทนายความในกรุงเทพฯ อาจมีรายได้เริ่มต้นที่สูงกว่าต่างจังหวัด แต่ค่าครองชีพก็สูงตามไปด้วยนะคะ ต้องดูให้สมดุลกันค่ะ สรุปคือเราต้องรู้คุณค่าของตัวเอง และศึกษาตลาดให้ดีก่อนไปเจรจาค่ะ
ถาม: สำหรับทนายความรุ่นใหม่หรือผู้ที่มีประสบการณ์ไม่มากนัก จะมีเทคนิคการเจรจาเงินเดือนอย่างไรให้ประสบความสำเร็จและโดดเด่นจากคนอื่นได้บ้างคะ?
ตอบ: นี่เป็นคำถามที่น้องๆ ทนายความมือใหม่ถามฉันบ่อยที่สุดเลยค่ะ! ฉันเข้าใจเลยว่าตอนที่เราเพิ่งเริ่มต้น มันอาจจะรู้สึกไม่มั่นใจใช่ไหมคะ แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เรามีวิธีที่จะทำให้เราโดดเด่นได้แน่นอน อย่างแรกเลยคือ “การเตรียมตัวหาข้อมูล” ค่ะ เราต้องรู้ให้ได้ว่าตำแหน่งที่เราสมัครนั้น มีช่วงเงินเดือนประมาณเท่าไหร่ในตลาดปัจจุบันสำหรับคนที่มีประสบการณ์ใกล้เคียงกับเราค่ะ ลองดูตามเว็บไซต์จัดหางาน หรือสอบถามจากรุ่นพี่ในวงการก็ได้นะคะ จะช่วยให้เรามีกรอบในการเจรจา ไม่ใช่แค่บอกตัวเลขไปมั่วๆ ค่ะ อย่างที่สองคือ “เน้นย้ำถึงคุณค่าที่เราจะมอบให้” ค่ะ แม้ประสบการณ์จะยังไม่เยอะ แต่เราสามารถบอกเล่าถึงความตั้งใจ ความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ ทักษะที่เรามี เช่น การค้นคว้าข้อมูลที่รวดเร็ว การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่การบอกเล่าถึงโปรเจกต์ที่เราเคยทำตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราค่ะ ฉันเคยแนะนำน้องคนหนึ่งให้ยกตัวอย่างโปรเจกต์กฎหมายที่เขาทำตอนเรียน เขาก็ได้งานในที่สุดค่ะ!
และที่สำคัญคือ “แสดงออกถึงทัศนคติที่ดีและเปิดใจเรียนรู้” ค่ะ สำนักงานส่วนใหญ่มองหาคนที่มีทัศนคติเชิงบวก และพร้อมที่จะเติบโตไปพร้อมกับองค์กรค่ะ การแสดงให้เห็นว่าเราพร้อมจะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จะทำให้เราเป็นที่น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ
ถาม: Legal Tech ที่พี่อินฟลูฯ พูดถึงในบทความคืออะไรคะ แล้วมันส่งผลต่อรายได้ของทนายความในปัจจุบันและอนาคตอย่างไรบ้างคะ?
ตอบ: เป็นคำถามที่ทันสมัยและสำคัญมากๆ เลยค่ะเพื่อนๆ! Legal Tech หรือ เทคโนโลยีทางกฎหมาย เนี่ย มันคือการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยงานด้านกฎหมายของเราค่ะ ลองนึกภาพดูนะคะ ตั้งแต่โปรแกรมช่วยค้นหาข้อมูลกฎหมายที่ซับซ้อนอย่างรวดเร็ว ระบบจัดการเอกสารคดี ระบบวิเคราะห์สัญญาอัตโนมัติ ไปจนถึงการใช้ AI เข้ามาช่วยในการทำ Due Diligence ต่างๆ เลยค่ะ จากประสบการณ์ที่ฉันเห็นมานะคะ สำนักงานกฎหมายหลายแห่งเริ่มนำ Legal Tech เข้ามาใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ เลยค่ะ เพราะมันช่วย “เพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลาทำงาน และลดข้อผิดพลาด” ได้อย่างมหาศาลเลยค่ะ ฉันเคยคุยกับหุ้นส่วนสำนักงานกฎหมายท่านหนึ่ง เขาบอกว่าทนายความที่สามารถใช้เครื่องมือ Legal Tech ได้คล่องแคล่ว จะมีคุณค่าและเป็นที่ต้องการของตลาดมากๆ ค่ะ เพราะเขาสามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้น ทำให้สำนักงานรับงานได้มากขึ้น และลูกความก็พึงพอใจในความโปร่งใสและรวดเร็วของการทำงานค่ะ ผลลัพธ์คืออะไรน่ะเหรอคะ?
แน่นอนค่ะว่า ทนายความที่มีทักษะเหล่านี้มักจะมี “แนวโน้มที่จะได้เงินเดือนสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 15-25% เลยนะ!” เพราะพวกเขาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรได้อย่างชัดเจน ในอนาคตข้างหน้า ทักษะด้าน Legal Tech จะไม่ใช่แค่ข้อได้เปรียบ แต่จะเป็น “ทักษะพื้นฐาน” ที่ทนายความทุกคนควรมีเลยค่ะ ดังนั้น ใครที่ยังไม่คุ้นเคย ลองศึกษาดูนะคะ รับรองว่าเปิดโลกและเพิ่มรายได้ให้เราได้อีกเยอะเลยค่ะ!






