ทนายเผย! 7 ความลับในคดีที่คุณควรรู้ก่อนไปศาล

webmaster

변호사 실무에서 자주 접하는 케이스 - **Prompt:** A young Thai man in his late 20s, wearing a casual t-shirt and shorts, stands at his apa...

สวัสดีครับทุกคน! ในฐานะเพื่อนซี้ที่คอยอัปเดตเรื่องราวดีๆ และเป็นประโยชน์ให้ทุกคนเสมอ วันนี้ผมอยากชวนคุยเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนอาจมองข้ามไป นั่นก็คือ “เรื่องกฎหมาย” นั่นเองครับ ยอมรับเลยว่าในชีวิตจริงของพวกเราหลายคนต้องเคยเจอเรื่องปวดหัวเกี่ยวกับข้อกฎหมายมาบ้างใช่ไหมครับ?

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเล็กๆ อย่างสัญญาเช่าห้องพักที่ไม่เป็นธรรม, ปัญหาถูกโกงซื้อของออนไลน์ที่สินค้าไม่ตรงปก, หรือไปจนถึงเรื่องใหญ่ที่ซับซ้อนอย่างมรดกที่ทิ้งปมไว้ หรือถูกหลอกลวงผ่านโลกออนไลน์ด้วยกลโกงที่แนบเนียนจนแทบจับไม่ได้ในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผมเองก็เคยเจอสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจว่าจะต้องจัดการยังไงดีเลยครับ บางทีเราก็คิดว่าเรื่องกฎหมายเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในความเป็นจริงแล้วมันอยู่รอบตัวเรามากกว่าที่คิด และการที่เรามีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องนี่แหละครับ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของเรา ยิ่งในปัจจุบันที่เศรษฐกิจและสังคมหมุนไปไวมาก เคสทางกฎหมายใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและการซื้อขายออนไลน์ ซึ่งมีกฎหมายใหม่ๆ ออกมาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคโดยเฉพาะ การรู้เท่าทันไม่ใช่แค่เรื่องของวันนี้ แต่เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตด้วยครับเรามาเรียนรู้ไปด้วยกันว่ามีเคสไหนบ้างที่คนไทยมักจะเจอได้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน และเตรียมรับมืออย่างชาญฉลาดในบทความนี้กันดีกว่าครับ!

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “กฎหมาย” แล้วรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว หรือซับซ้อนจนไม่อยากจะเข้าใกล้ใช่ไหมครับ? ผมเองก็เคยรู้สึกแบบนั้นเลย จนกระทั่งได้เจอประสบการณ์ตรงกับตัวเองหลายๆ ครั้ง ถึงได้รู้ว่าเรื่องกฎหมายนี่แหละคือสิ่งที่เราควรเข้าใจไว้ เพราะมันอยู่รอบตัวเรามากกว่าที่คิดจริงๆ ครับ

ทุกวันนี้โลกหมุนเร็วขึ้นมาก โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่เราซื้อของออนไลน์ ทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดเคสทางกฎหมายใหม่ๆ ขึ้นมาเยอะแยะไปหมด การที่เรามีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดให้กับตัวเราเองและคนที่เรารักเลยนะ วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกคนมาดูกันว่า มีเคสทางกฎหมายไหนบ้างที่คนไทยอย่างพวกเรามักจะเจอได้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน และเราจะรับมือกับมันได้ยังไงบ้าง ลองมาดูกันเลยครับ!

เมื่อการช้อปปิ้งออนไลน์ไม่ได้ดั่งใจ: ได้ของไม่ตรงปก หรือเจอร้านค้าปลอม!

변호사 실무에서 자주 접하는 케이스 - **Prompt:** A young Thai man in his late 20s, wearing a casual t-shirt and shorts, stands at his apa...

เมื่อสินค้าไม่เป็นไปตามที่ตกลง

ใครเป็นสายช้อปออนไลน์แบบผมบ้างครับ? ยอมรับเลยว่าสะดวกสบายสุดๆ แต่บางครั้งก็มีเรื่องให้ปวดหัวอยู่เหมือนกันนะ อย่างเช่น สั่งเสื้อผ้าสีนึง ได้อีกสีนึง หรือสั่งของเล่นลูกแล้วได้ของชำรุด พอทักไปร้านค้าก็เงียบหาย หรือไม่รับผิดชอบเลย เคสแบบนี้มีให้เห็นบ่อยมากครับ แถมความเสียหายบางทีก็ไม่ได้เยอะจนรู้สึกอยากเอาเรื่อง แต่ก็เสียความรู้สึกใช่ไหมครับ? จริงๆ แล้ว เรามีสิทธิ์ตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคนะครับ ถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจจะยุ่งยากหน่อย แต่ตอนนี้มีกฎหมายใหม่ที่เริ่มบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 3 ตุลาคม 2567 ที่ให้สิทธิผู้บริโภคสามารถเปิดพัสดุเพื่อตรวจสอบสินค้าได้ก่อนจ่ายเงินสำหรับกรณีเก็บเงินปลายทาง ถ้าของไม่ตรงปก ไม่ต้องรับ ไม่ต้องจ่ายเลยครับ! อันนี้คือดีงามมากจริงๆ เพราะช่วยลดปัญหาโดนหลอกได้เยอะเลย แต่ถ้าจ่ายเงินไปแล้ว แล้วเพิ่งมาเจอว่าสินค้ามีปัญหา ก็ยังสามารถร้องเรียนที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้นะครับ หรือถ้าหนักหน่อยก็แจ้งความดำเนินคดีได้เลย อย่าปล่อยให้คนเอาเปรียบเราง่ายๆ นะครับ

ระวังเพจปลอมและการหลอกลวงซื้อขาย

อีกเรื่องที่น่ากลัวไม่แพ้กันคือการเจอเพจปลอมหรือมิจฉาชีพที่มาในรูปแบบต่างๆ ครับ จากข้อมูลที่ผมไปหามา บอกเลยว่ากลโกงออนไลน์นี่พัฒนาไปไม่หยุดหย่อนเลยจริงๆ มีทั้งหลอกขายของที่ไม่มีอยู่จริง หลอกให้ลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง หรือแม้แต่ส่ง SMS ปลอมแอบอ้างเป็นหน่วยงานน่าเชื่อถือเพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนตัว ผมเคยมีเพื่อนคนหนึ่งโดนหลอกให้โอนเงินค่าสมัครงานออนไลน์ไปหลายพันบาท สุดท้ายก็จับคนร้ายไม่ได้ รู้สึกแย่มากๆ เลยครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้อง “ตั้งสติ” และ “ตรวจสอบ” ให้ดีก่อนจะทำอะไร เช็กความน่าเชื่อถือของเพจหรือโปรไฟล์ผู้ขาย ค้นหาเลขบัญชีธนาคารหรือเบอร์โทรศัพท์ในฐานข้อมูลการร้องเรียนของผู้เสียหาย (เช่น เว็บไซต์ Blacklistseller หรือศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) และที่สำคัญที่สุดคือ “อย่ากดลิงก์แปลกๆ” และ “อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว” หรือ “โอนเงินให้คนแปลกหน้า” เด็ดขาดเลยนะครับ

สัญญาเช่าที่อยู่อาศัย: เรื่องเล็กๆ ที่อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ถ้าไม่ดูให้ดี

ข้อควรรู้ก่อนเซ็นสัญญาเช่า

หลายคนคงเคยเช่าหอพัก คอนโด หรือบ้านเพื่ออยู่อาศัยกันมาบ้างใช่ไหมครับ? สัญญาเช่านี่แหละที่หลายคนมักจะมองข้าม ไม่ได้อ่านให้ละเอียด แล้วก็มาปวดหัวทีหลัง ผมเองก็เคยเจอครับ ตอนนั้นรีบหาห้องมาก เห็นห้องสวยถูกใจก็เซ็นไปเลย พออยู่ไปสักพักถึงได้รู้ว่าค่าไฟแพงกว่าปกติมาก พอไปอ่านสัญญาดีๆ อ้าว! คิดเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดนี่นา! ซึ่งจริงๆ แล้ว กฎหมายคุ้มครองผู้เช่ามีการปรับปรุงใหม่มาตั้งแต่ปี 2561 โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยที่มีตั้งแต่ 5 หน่วยขึ้นไป จะต้องมีข้อกำหนดในสัญญาที่เป็นธรรมกับผู้เช่ามากขึ้น เช่น ห้ามเรียกเก็บค่าเช่าล่วงหน้าเกิน 1 เดือน, ห้ามเรียกเก็บเงินประกันเกิน 1 เดือน และต้องคืนเงินประกันทันทีเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุด (ยกเว้นผู้เช่าทำความเสียหาย)

ปัญหาสุดคลาสสิก: ค่าน้ำค่าไฟแพงเกินจริง และการคืนเงินประกัน

เรื่องค่าน้ำค่าไฟนี่เป็นปัญหาโลกแตกเลยนะครับ หลายคนต้องเคยเจอประสบการณ์โดนชาร์จค่าสาธารณูปโภคเกินราคามาตรฐาน บางทีรู้สึกเหมือนโดนเอาเปรียบแบบซึ่งๆ หน้าเลยครับ! จริงๆ แล้ว กฎหมายระบุว่าในสัญญาเช่าต้องแสดงวิธีและระยะเวลาชำระค่าเช่าและค่าสาธารณูปโภคอย่างชัดเจน ถ้าเรารู้สึกว่าโดนคิดเกินจริง เรามีสิทธิ์ที่จะตรวจสอบและร้องเรียนได้นะครับ นอกจากนี้ เรื่องเงินประกันก็สำคัญมาก ผมเคยได้ยินมาเยอะว่าพอจะย้ายออก เจ้าของก็หาเรื่องหักเงินประกันสารพัดอย่าง ทั้งๆ ที่เราดูแลห้องอย่างดี หรือบางทีก็ไม่คืนเงินประกันให้เลยดื้อๆ ซึ่งตามกฎหมาย ผู้ให้เช่าต้องคืนเงินประกันทันทีเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุด เว้นแต่ผู้เช่าจะทำความเสียหาย และควรมีการจัดทำหลักฐานตรวจรับสภาพอาคารก่อนเข้าอยู่ด้วย เพื่อเป็นหลักฐานว่าเราไม่ได้ทำอะไรเสียหายเพิ่มเติมครับ ดังนั้นก่อนเซ็นสัญญา ต้องอ่านให้ละเอียด มีสติ และเก็บสัญญาไว้เป็นหลักฐานให้ดีนะครับ

Advertisement

เรื่องเงินๆ ทองๆ: ค้ำประกันใครต้องคิดให้ดี และหนี้นอกระบบ

เมื่อต้องเป็นผู้ค้ำประกัน: มิตรภาพแลกหนี้จริงหรือ?

เรื่องค้ำประกันนี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้หลายคนต้องปวดหัวและเสียเพื่อนเสียญาติกันมานักต่อนักเลยนะครับ คือด้วยความที่เราอยากช่วยเพื่อนหรือคนรู้จัก ก็เลยใจอ่อนไปค้ำประกันเงินกู้ให้ แต่พอวันดีคืนดีลูกหนี้เบี้ยวหนี้ เรานี่แหละครับที่ต้องมารับผิดชอบแทนเต็มๆ กฎหมายค้ำประกันมีการแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2558 เพื่อคุ้มครองผู้ค้ำประกันมากขึ้นแล้วนะครับ เช่น เจ้าหนี้ต้องแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ถ้าเจ้าหนี้แจ้งเกิน 60 วัน ผู้ค้ำประกันจะรับผิดเฉพาะดอกเบี้ยในช่วง 60 วันแรกเท่านั้น และที่สำคัญคือ ข้อตกลงที่ให้ผู้ค้ำประกันรับผิดชอบอย่างลูกหนี้ร่วมนั้น ขัดต่อกฎหมายและถือเป็นโมฆะ! หมายความว่าเจ้าหนี้ต้องไปทวงจากลูกหนี้ตัวจริงก่อนจนสุดทางแล้วจริงๆ ถึงจะมาเรียกเก็บจากผู้ค้ำประกันได้ครับ นี่เป็นจุดที่หลายคนยังเข้าใจผิดกันเยอะเลย ผมเองก็เคยเกือบจะค้ำประกันให้เพื่อน แต่พอศึกษาดูแล้วก็ต้องคิดหนักมากๆ เลยครับ

หนี้นอกระบบ: วังวนที่ต้องระวัง

อีกปัญหาที่ซับซ้อนและสร้างความเดือดร้อนอย่างมากคือหนี้นอกระบบครับ ผมรู้ว่าบางครั้งคนเราก็จนปัญญา ไม่มีทางเลือกจริงๆ ถึงต้องไปพึ่งหนี้นอกระบบ แต่ดอกเบี้ยที่สูงลิ่วและการทวงหนี้ที่โหดร้าย ทำให้ชีวิตยิ่งแย่ลงไปอีก ถึงแม้หนี้นอกระบบจะดูเหมือนไม่มีกฎหมายรองรับ แต่การทวงหนี้ที่ผิดกฎหมาย เช่น การข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย หรือประจานลูกหนี้ ก็ยังมีความผิดทางอาญานะครับ ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ อย่ากลัวที่จะแจ้งความ หรือปรึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจ หรือสำนักงานยุติธรรมจังหวัด เพื่อขอความช่วยเหลือ เพราะการปล่อยไว้มีแต่จะยิ่งอันตรายครับ

ปัญหากับเพื่อนบ้าน: ขอบเขตกฎหมาย และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจบานปลาย: เสียงดัง ต้นไม้รุกล้ำ และที่จอดรถ

ใครว่าปัญหากับเพื่อนบ้านเป็นเรื่องเล็กครับ? บางทีมันก็กลายเป็นชนวนเหตุให้ทะเลาะกันใหญ่โตได้เลยนะ ผมเคยเจอเคสเพื่อนบ้านชอบเปิดเพลงเสียงดังจนดึกดื่น พยายามเตือนแล้วแต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายต้องปรึกษานิติบุคคลให้ช่วยจัดการ ซึ่งจริงๆ แล้ว การสร้างความเดือดร้อนรำคาญจากเสียงดัง กลิ่น หรือความสกปรก ถือว่าผิดกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 397 นะครับ นอกจากนี้ เรื่องต้นไม้รุกล้ำก็พบบ่อยมากๆ ครับ กิ่งไม้หรือรากไม้ของเพื่อนบ้านยื่นเข้ามาในที่ดินเราจนทำให้เกิดความเสียหาย ตามกฎหมายแล้ว เราสามารถแจ้งเจ้าของต้นไม้ให้ตัดออกได้ภายในเวลาอันสมควร ถ้าไม่ดำเนินการ เราก็มีสิทธิที่จะตัดเองได้ครับ ส่วนเรื่องที่จอดรถก็เป็นอีกประเด็นที่สร้างความขัดแย้งได้ง่ายมาก การจอดรถกีดขวางทางเข้า-ออกหน้าบ้านคนอื่นก็ถือว่าผิดกฎหมายจราจรทางบกและเป็นการก่อความเดือดร้อนรำคาญเช่นกันครับ

การต่อเติมบ้าน: สร้างความสุขให้เรา แต่อย่าสร้างความทุกข์ให้เพื่อนบ้าน

변호사 실무에서 자주 접하는 케이스 - **Prompt:** A Thai woman in her early 30s, dressed in a comfortable blouse and skirt, sits at a mode...

การต่อเติมบ้านเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนให้ดีเลยนะครับ ไม่ใช่แค่มองในมุมของเราคนเดียว แต่ต้องคำนึงถึงเพื่อนบ้านด้วย เพราะถ้าต่อเติมแบบผิดกฎหมาย หรือรุกล้ำพื้นที่เพื่อนบ้าน อาจนำมาซึ่งปัญหาใหญ่และคดีความได้เลย โดยทั่วไปแล้ว กฎหมายควบคุมอาคารกำหนดระยะห่างของตัวบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างจากแนวเขตที่ดินไว้อย่างชัดเจนครับ หากจะสร้างชิดแนวเขต หรือผนังติดกับเพื่อนบ้าน ต้องได้รับการยินยอมจากเพื่อนบ้านเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนนะครับ ผมเองก็เคยเห็นข่าวที่ต่อเติมบ้านแล้วหลังคาเกยเข้ามาในพื้นที่เพื่อนบ้าน จนเกิดการฟ้องร้องกันมาแล้ว เสียทั้งเงิน เสียทั้งความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านไปเลยครับ

Advertisement

มรดกที่ทิ้งปม: จัดการอย่างไรให้ไม่บานปลาย

เข้าใจเรื่องมรดกและผู้จัดการมรดก

เรื่องมรดกนี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากๆ ครับ หลายครั้งที่ความไม่เข้าใจกัน หรือความไม่ชัดเจนเรื่องพินัยกรรม ทำให้เกิดข้อพิพาทภายในครอบครัวได้ง่ายๆ เลย ผมเคยเห็นบางบ้านทะเลาะกันหนักมากถึงขั้นไม่มองหน้ากันเพราะเรื่องมรดกนี่แหละครับ โดยหลักแล้ว เมื่อเจ้าของมรดกเสียชีวิตลง ทรัพย์สินและหนี้สินของท่าน (ถ้ามี) จะตกทอดแก่ทายาท ถ้ามีพินัยกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะแบ่งตามพินัยกรรม แต่ถ้าไม่มีพินัยกรรม ก็จะแบ่งตามลำดับทายาทโดยธรรมที่กฎหมายกำหนด สิ่งสำคัญคือการมี “ผู้จัดการมรดก” ซึ่งเป็นบุคคลที่ศาลแต่งตั้ง (หรือระบุในพินัยกรรม) ให้มาทำหน้าที่รวบรวม ทำบัญชี และแบ่งปันทรัพย์สินให้แก่ทายาทอย่างถูกต้องและเป็นธรรม รวมถึงชำระหนี้สินของเจ้ามรดกด้วย

ขั้นตอนการยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดก และสิ่งที่ต้องเตรียม

ถ้าไม่มีผู้จัดการมรดก หรือมีพินัยกรรมแต่ระบุไม่ชัดเจน ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกได้นะครับ บางคนอาจจะคิดว่าต้องจ้างทนายความเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว หากไม่มีผู้คัดค้าน ทายาทก็สามารถดำเนินการเองได้ที่สำนักงานอัยการสูงสุด หรือยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ขณะเสียชีวิต เอกสารที่ต้องเตรียมก็เยอะพอสมควรเลยครับ เช่น มรณบัตรเจ้ามรดก สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชนของผู้ร้องและผู้ตาย สูติบัตรของบุตร (กรณีเป็นทายาท) และเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่างๆ ขั้นตอนก็เริ่มตั้งแต่การหารือในครอบครัวเพื่อเลือกผู้จัดการมรดก รวบรวมข้อมูลทรัพย์สินและหนี้สิน จัดทำบัญชีเครือญาติ ไปจนถึงยื่นคำร้องต่อศาลและรอการไต่สวน พอศาลออกคำสั่งแต่งตั้งแล้ว ผู้จัดการมรดกก็จะมีอำนาจหน้าที่จัดการทรัพย์มรดกตามกฎหมายอย่างเต็มที่ครับ

ปัญหาในที่ทำงาน: สิทธิที่เราควรรู้เมื่อถูกเลิกจ้าง หรือได้รับค่าจ้างไม่เป็นธรรม

เมื่อถูกเลิกจ้าง: รู้สิทธิ์ ได้รับค่าชดเชยเท่าไหร่?

เรื่องการทำงานนี่เป็นส่วนสำคัญในชีวิตของพวกเราทุกคนเลยนะครับ และหนึ่งในเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นคือการถูกเลิกจ้าง แต่ในโลกของความเป็นจริง มันก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ครับ ผมเคยเจอเพื่อนที่โดนเลิกจ้างกะทันหัน แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้เคว้งคว้างไปพักใหญ่เลย แต่โชคดีที่เพื่อนมีความรู้เรื่องสิทธิ์ของตัวเอง เลยได้รับเงินชดเชยอย่างถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง โดยอัตราค่าชดเชยจะขึ้นอยู่กับอายุงานของเราครับ เช่น ถ้าทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี จะได้ค่าจ้าง 30 วัน, ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี จะได้ 90 วัน ไปจนถึงสูงสุดที่ทำงาน 20 ปีขึ้นไป จะได้ 400 วันเลยนะครับ ที่สำคัญคือ นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยภายในวันสุดท้ายที่เราทำงาน ถ้าไม่ได้ ลูกจ้างสามารถร้องเรียนที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้เลยครับ

ข้อยกเว้นที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

แต่ก็มีบางกรณีที่นายจ้างไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชยนะครับ เช่น ลูกจ้างลาออกเอง ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย หรือละทิ้งหน้าที่ติดต่อกัน 3 วันโดยไม่มีเหตุอันสมควร อย่างไรก็ตาม หากเราถูกเลิกจ้างแบบไม่เป็นธรรม เช่น ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า หรือเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุผลที่ถูกต้องตามกฎหมาย เราก็สามารถยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน หรือยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานได้นะครับ ศาลแรงงานจะพิจารณาก่อนว่าสามารถประนีประนอมกันได้ไหม ถ้าไม่ได้ ก็อาจมีคำสั่งให้นายจ้างรับเรากลับเข้าทำงาน หรือถ้าทำงานร่วมกันไม่ได้แล้ว ก็จะกำหนดค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทน โดยจะพิจารณาจากอายุงาน ความเดือดร้อน และมูลเหตุของการเลิกจ้างประกอบด้วยครับ การรู้สิทธิ์ของตัวเองไว้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เลยนะ

Advertisement

กฎหมายดิจิทัล: เกราะป้องกันในโลกออนไลน์

PDPA และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์: รู้ไว้ปลอดภัยกว่า

ในยุคที่ข้อมูลส่วนตัวของเราถูกเก็บและใช้งานมากมายบนโลกออนไลน์ การรู้จักกฎหมายดิจิทัลจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ เลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” หรือ PDPA (Personal Data Protection Act) ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2565 กฎหมายนี้เข้ามาคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวของเรา เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ รูปถ่าย หรือแม้แต่ข้อมูลสุขภาพ ไม่ให้ถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือผิดวัตถุประสงค์ ผมว่ามันสำคัญมากนะครับ เพราะเดี๋ยวนี้มีทั้งการโทรศัพท์มาเสนอขายประกัน หรือข้อความแปลกๆ ที่เราไม่รู้ว่าข้อมูลเราหลุดไปได้ยังไง นอกจากนี้ “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์” หรือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ก็เป็นอีกกฎหมายสำคัญที่ควรรู้ เพื่อป้องกันตัวเองจากการเป็นเหยื่อ หรือเผลอไปกระทำความผิดเองโดยไม่ตั้งใจ เช่น การโพสต์ข้อความหมิ่นประมาท หรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จครับ

กฎหมาย DPS: แพลตฟอร์มดิจิทัลก็ต้องมีความรับผิดชอบ

เมื่อเราใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Lazada, Shopee หรือ Grab สิ่งที่น่ากังวลคือ บางครั้งเราก็รู้สึกว่าแพลตฟอร์มมีอำนาจมากเกินไป หรือไม่โปร่งใสในการจัดการปัญหา แต่ตอนนี้เรามี “กฎหมาย DPS” (Digital Platform Services) หรือ พ.ร.ฎ. การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ 21 สิงหาคม 2566 แล้วนะครับ กฎหมายนี้ออกมาเพื่อกำกับดูแลผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ให้มีความรับผิดชอบและโปร่งใสมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้งานอย่างเราๆ ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น เช่น แพลตฟอร์มต้องแจ้งข้อมูลผู้ประกอบธุรกิจและผู้ใช้บริการ รวมถึงข้อมูลเรื่องร้องเรียนต่างๆ ต่อ ETDA (สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์) และเมื่อมีข้อมูลผิดกฎหมาย แพลตฟอร์มก็ต้องลบหรือปิดกั้นการเข้าถึงเมื่อได้รับแจ้งด้วยครับ นี่เป็นเรื่องดีมากๆ เลยนะ ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะเวลาใช้บริการออนไลน์ครับ

ประเภทปัญหา กฎหมายที่เกี่ยวข้องเบื้องต้น สิ่งที่ควรทำ
ซื้อของออนไลน์ไม่ตรงปก / ถูกโกง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค, กฎหมาย DPS เก็บหลักฐาน, เปิดพัสดุก่อนจ่าย (ถ้าเก็บเงินปลายทาง), แจ้ง สคบ., แจ้งความตำรวจไซเบอร์
สัญญาเช่าไม่เป็นธรรม / ค่าน้ำค่าไฟแพง ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2561 อ่านสัญญาให้ละเอียด, เก็บสำเนาสัญญา, ตรวจสอบอัตราค่าสาธารณูปโภค, ร้องเรียน สคบ.
ค้ำประกันเงินกู้ / หนี้สิน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 680, 688, 689), พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2558 ศึกษาข้อกฎหมายผู้ค้ำประกัน, เจรจากับเจ้าหนี้และลูกหนี้, ปรึกษาทนายความ
ปัญหาเพื่อนบ้าน (เสียงดัง, รุกล้ำ) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1347 พูดคุยประนีประนอม, แจ้งนิติบุคคล, ร้องเรียนหน่วยงานท้องถิ่น, แจ้งความ (ถ้าเป็นอาญา)
มรดกมีปัญหา / ไม่มีผู้จัดการมรดก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 1603, 1620, 1718) รวบรวมเอกสาร, หารือครอบครัว, ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาล
ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม / ไม่ได้รับค่าชดเชย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน, พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ทำความเข้าใจสิทธิ์, ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน, ปรึกษาทนายความ / ฟ้องศาลแรงงาน
ภัยออนไลน์ / ข้อพิพาททางดิจิทัล พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA), พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์, กฎหมาย DPS ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ, ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัว, ติดตามข่าวสารกลโกง, แจ้งความตำรวจไซเบอร์

สรุปปิดท้าย

เป็นยังไงกันบ้างครับเพื่อนๆ ทุกคน! หวังว่าเรื่องราวและเคสทางกฎหมายในชีวิตประจำวันที่ผมเอามาฝากวันนี้ จะทำให้ทุกคนรู้สึกว่ากฎหมายไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปนะครับ จริงๆ แล้วการที่เรามีความรู้พื้นฐานเหล่านี้ไว้บ้าง มันเหมือนมีภูมิคุ้มกันชีวิตเลยนะ ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ไหน เราก็จะตั้งรับได้ดีขึ้น ไม่ตกเป็นเหยื่อ และสามารถรักษาสิทธิ์ของตัวเองได้อย่างมั่นใจครับ บางทีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เรามองข้ามไป อาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ในอนาคต

แต่ถ้าเราเตรียมพร้อมและเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ ก็จะช่วยให้ชีวิตเราราบรื่นขึ้นเยอะเลยครับ ผมเองก็ยังต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ เพราะกฎหมายมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยังไงก็มาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันนะครับ อย่าปล่อยให้ความไม่รู้มาทำให้เราเสียโอกาสหรือเสียเปรียบในเรื่องที่ไม่ควรเลยนะครับ การที่เราตื่นตัวและรู้เท่าทันคือสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ

Advertisement

ข้อมูลน่ารู้ที่ไม่ควรพลาด

หลังจากที่เราได้เจาะลึกเคสทางกฎหมายต่างๆ ที่มักเจอในชีวิตประจำวันกันไปแล้ว ผมอยากจะสรุปเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่เพื่อนๆ ควรจดจำและนำไปปรับใช้ได้ทันที เพื่อป้องกันตัวเองและแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุดนะครับ การมีข้อมูลติดตัวไว้บ้าง จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นและไม่ตกเป็นเหยื่อของคนไม่หวังดีง่ายๆ เลย เพราะในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน การรู้เท่าทันถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ อย่ารอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ เพราะบางเรื่องแก้ไขยากกว่าที่คิดนะครับ มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้างที่เราไม่ควรพลาด!

1. เอกสารสำคัญต้องเก็บให้ดี: ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเช่าซื้อ สัญญาค้ำประกัน หรือหลักฐานการซื้อขายออนไลน์ ควรเก็บสำเนาไว้ให้ละเอียดครบถ้วนทุกครั้ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการอ้างอิงหรือใช้ดำเนินการทางกฎหมายหากเกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ เพราะไม่มีอะไรจะดีไปกว่าหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่เชื่อถือได้นะครับ

2. อ่านให้ละเอียดก่อนเซ็น: ไม่ว่าจะเป็นเอกสารอะไรก็ตาม โดยเฉพาะสัญญาต่างๆ ควรอ่านข้อตกลงและเงื่อนไขทุกบรรทัดอย่างถี่ถ้วน หากมีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจ ให้สอบถามให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจลงนามเสมอ อย่าเซ็นชื่อเพราะความเกรงใจหรือรีบร้อนเด็ดขาดนะครับ ไม่งั้นอาจต้องมานั่งเสียใจทีหลังได้ง่ายๆ เลย

3. เช็กความน่าเชื่อถือเสมอ: ก่อนทำธุรกรรมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของ โอนเงิน หรือให้ข้อมูลส่วนตัว ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของร้านค้า เพจ หรือบุคคลนั้นๆ ให้แน่ใจก่อนเสมอ ค้นหาข้อมูลรีวิว หรือตรวจสอบในเว็บไซต์แจ้งเบาะแสการโกง เพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สินและข้อมูลส่วนตัวของเราเองครับ

4. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อไม่แน่ใจ: หากเจอสถานการณ์ทางกฎหมายที่ซับซ้อน หรือรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะรับมืออย่างไร อย่าลังเลที่จะปรึกษาทนายความ หรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น สคบ., กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ, หรือสำนักงานยุติธรรมจังหวัด เพื่อขอคำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสมกับกรณีของเรานะครับ

5. อย่ากลัวที่จะรักษาสิทธิ์: หากเราถูกเอาเปรียบหรือได้รับความเสียหาย อย่าเก็บเงียบหรือปล่อยผ่านไป เพราะนั่นคือการเปิดโอกาสให้คนร้ายกระทำผิดซ้ำอีก จงกล้าที่จะลุกขึ้นมารักษาสิทธิ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการร้องเรียน แจ้งความ หรือฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย เพื่อความเป็นธรรมให้กับตัวเราเองและสังคมนะครับ

ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ

จากที่เราได้พูดคุยกันมาทั้งหมดนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมอยากให้เพื่อนๆ จดจำไว้เสมอเลยก็คือ “การรู้เท่าทันกฎหมายไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่เป็นการสร้างเกราะป้องกันที่ดีที่สุดให้กับชีวิตเรา” ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลเช่นนี้ การมีพื้นฐานความรู้ทางกฎหมายที่ถูกต้องและอัปเดตอยู่เสมอ จะช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของกลโกงต่างๆ หรือหลงทำผิดโดยไม่ตั้งใจ

จำไว้เสมอว่า ไม่ว่าจะเกิดปัญหาเล็กน้อยแค่ไหน หรือรู้สึกว่ามันซับซ้อนเกินไปที่เราจะจัดการได้ด้วยตัวเอง อย่าลังเลที่จะแสวงหาข้อมูล ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะการปล่อยปละละเลยอาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นได้ การรักษาสิทธิ์ของตัวเอง การเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ดี และการเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น คือหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขและเป็นธรรมครับ เรามาสร้างสังคมที่ทุกคนมีความเข้าใจในกฎหมาย และใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยไปด้วยกันนะครับ!

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ซื้อของออนไลน์แล้วได้ของไม่ตรงปก หรือถูกโกง ควรทำยังไงดีครับ/คะ?

ตอบ: โอ้โห! เรื่องนี้ผม/ดิฉันเข้าใจเลยครับ/ค่ะ เจอมากับตัวนี่แหละ ปวดหัวจริงๆ เพราะเดี๋ยวนี้มิจฉาชีพมาในหลายรูปแบบมาก ทั้งโพสต์ขายของปลอม, ของไม่ตรงปก หรือบางทีก็เป็นร้านค้าผี โอนเงินแล้วเงียบหาย ผมเองก็เคยโดนหลอกให้ซื้อของลดราคาพิเศษ สุดท้ายได้ของที่คุณภาพแย่กว่าที่คิดไว้เยอะเลยครับ เจอแบบนี้สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติก่อนเลยนะเพื่อนๆ แล้วรีบดำเนินการตามนี้เลยครับ:

  • รวบรวมหลักฐานให้มากที่สุด: นี่คือหัวใจสำคัญเลยครับ!
    ไม่ว่าจะเป็นภาพแคปหน้าจอประกาศขายสินค้า, รูปแชทที่คุยกับผู้ขาย, หลักฐานการโอนเงิน (สลิปโอนเงิน), ภาพถ่ายสินค้าที่ไม่ตรงปก, ชื่อบัญชีธนาคารของผู้ขาย, และลิงก์ร้านค้าต่างๆ เก็บไว้ให้ครบถ้วนนะครับ ยิ่งมีมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีมากเท่านั้น
  • ติดต่อไปยังผู้ขาย/แพลตฟอร์ม: ลองติดต่อไปที่ผู้ขายโดยตรงก่อน ถ้าเป็นร้านค้าจริงจัง อาจจะมีการเข้าใจผิดกันได้ แต่ถ้าเขาบ่ายเบี่ยง หรืออ่านไม่ตอบ ก็ไปขั้นตอนต่อไปเลยครับ หรือถ้าซื้อผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Shopee, Lazada ให้รีบแจ้งเรื่องผ่านระบบของแพลตฟอร์มนั้นๆ ทันทีครับ ส่วนใหญ่จะมีนโยบายคุ้มครองผู้ซื้ออยู่แล้ว
  • แจ้งความดำเนินคดี: ถ้าผู้ขายไม่รับผิดชอบ หรือหายไปเลย ให้รวบรวมหลักฐานทั้งหมดไปแจ้งความที่สถานีตำรวจได้เลยครับ แจ้งได้ทั้งในท้องที่ที่เราโอนเงิน หรือท้องที่ที่เกิดเหตุ หรือจะแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ได้นะครับ ซึ่งสะดวกมากๆ กรอกข้อมูลให้ละเอียดที่สุดตามหลักฐานที่เรามีนะครับ
  • แจ้งหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค: นอกจากแจ้งความแล้ว เรายังสามารถร้องเรียนไปที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้อีกทางหนึ่งด้วยครับ เพราะเคสแบบนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ของผู้บริโภคโดยตรง การที่เราไม่ยอมแพ้และต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของเรา จะช่วยหยุดยั้งไม่ให้มิจฉาชีพไปหลอกลวงคนอื่นต่อได้อีกครับ

ถาม: สัญญาเช่าห้องพัก/บ้านพักนี่มีจุดไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษบ้างครับ/คะ เพื่อไม่ให้โดนเอาเปรียบ?

ตอบ: เรื่องสัญญาเช่านี่ก็อีกเรื่องที่ต้องรอบคอบเลยนะเพื่อนๆ ผมเองก็เคยเกือบพลาดท่ามาแล้ว ตอนย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ใหม่ๆ เพราะไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร มัวแต่ดูแต่ห้องสวยๆ อย่างเดียว สุดท้ายมีจุดเล็กๆ ในสัญญาที่เกือบทำให้เสียเงินฟรีเลยครับ ประสบการณ์สอนให้รู้เลยว่าต้องอ่านทุกตัวอักษรให้ละเอียดเหมือนเรากำลังอ่านนิยายเรื่องโปรดเลยนะ!
จุดสำคัญที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษมีดังนี้ครับ:

  • เงินมัดจำ/เงินประกัน: ต้องระบุให้ชัดเจนว่าเงินมัดจำเท่าไหร่ และจะได้รับคืนเมื่อไหร่ ภายใต้เงื่อนไขอะไรบ้าง ปกติแล้วควรคืนเต็มจำนวนหากไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น และต้องไม่เกินค่าเช่า 1 เดือนด้วยนะครับตามกฎหมาย สังเกตดีๆ ว่ามีเงื่อนไขอะไรแอบแฝงที่ทำให้เราไม่ได้เงินคืนง่ายๆ หรือเปล่า
  • ระยะเวลาเช่าและเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา: ระบุให้ชัดเจนว่าเช่านานเท่าไหร่ และถ้าต้องการย้ายออกก่อนกำหนด จะมีค่าปรับอะไรไหม หรือต้องแจ้งล่วงหน้านานแค่ไหน บางที่กำหนดไว้สูงมากจนแทบขยับตัวไม่ได้ อันนี้ต้องระวังให้ดีเลยครับ
  • ค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นๆ: นอกจากค่าเช่าแล้ว มีค่าส่วนกลาง, ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกหรือไม่ แต่ละอย่างคิดยังไง แพงเกินจริงไปหรือเปล่า เช่น ค่าน้ำค่าไฟคิดแพงกว่าราคาที่การไฟฟ้าฯ หรือการประปาฯ เรียกเก็บจริง อันนี้ผิดกฎหมายชัดเจนเลยนะครับ ถ้าเจอให้รีบทักท้วงเลย
  • ความรับผิดชอบในการซ่อมแซม: ระบุให้ชัดเจนว่าถ้าเกิดความเสียหายจากการใช้งานปกติ ใครเป็นคนรับผิดชอบค่าซ่อมแซม ถ้าเป็นโครงสร้างหรือระบบหลักๆ ควรเป็นของเจ้าของ แต่ถ้าเป็นของใช้ส่วนตัวหรือเกิดจากการใช้งานอย่างไม่ระมัดระวังของเรา เราก็ต้องรับผิดชอบเอง อันนี้ต้องคุยให้เคลียร์ก่อนเซ็นสัญญาครับ
  • รายการทรัพย์สินในห้อง: ทำลิสต์รายการเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสิ่งของต่างๆ ที่มีอยู่ในห้องให้ละเอียด และระบุสภาพไว้ด้วย ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานยิ่งดี เพื่อป้องกันปัญหาตอนย้ายออกว่าของหาย หรือเสียหาย

ทางที่ดีก่อนเซ็นสัญญา ให้ลองเอาสัญญากลับมาอ่านที่บ้าน หรือปรึกษาเพื่อนที่มีประสบการณ์ดูก่อนก็ได้นะครับ อย่ารีบร้อนเด็ดขาดเลย

ถาม: ถ้ามีคนยืมเงินไปแล้วไม่คืน แถมยังบ่ายเบี่ยงจะทำยังไงดีครับ/คะ? หรือเป็นหนี้จากการกู้ยืมเงินนอกระบบ?

ตอบ: เรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ ครับ/ค่ะ บางทีเพื่อนสนิทก็ยังทะเลาะกันได้เพราะเรื่องนี้แหละ ผมเองก็เคยเจอกับสถานการณ์ที่ให้เพื่อนยืมเงินแล้วกว่าจะได้คืนก็ต้องทวงแล้วทวงอีก บางทีก็ทวงจนเหนื่อยใจไปเลย ยิ่งถ้าเป็นเรื่องกู้ยืมเงินนอกระบบด้วยแล้ว ยิ่งน่าเป็นห่วงมากๆ เพราะมีปัญหาตามมาสารพัดเลยครับ มาดูกันว่าถ้าเจอแบบนี้เราควรทำยังไงดี:

  • กรณีให้ยืมเงินแล้วไม่คืน (มีหลักฐาน):
    • พูดคุยทวงถามอย่างใจเย็น: ลองพูดคุยกับลูกหนี้อีกครั้งอย่างมีเหตุผล พยายามหาทางออกร่วมกัน เช่น ผ่อนชำระเป็นงวดๆ หรือขอให้คืนบางส่วนก่อน
    • รวบรวมหลักฐาน: ถ้าพูดคุยแล้วไม่เป็นผล ต้องรวบรวมหลักฐานการให้ยืมเงินทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเงินกู้ (ถึงจะเป็นกระดาษเปล่าที่เขียนด้วยลายมือก็ยังดี), หลักฐานการโอนเงิน, แชทที่พูดคุยกันเรื่องการยืมเงินและกำหนดชำระ, พยานบุคคล (ถ้ามี)
    • ออกหนังสือทวงถาม: อาจจะส่งหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการ (ในนามทนายความถ้าเป็นหนี้ก้อนใหญ่) เพื่อเป็นการเตือนและแสดงความจริงจัง
    • ฟ้องร้องดำเนินคดี: หากลูกหนี้ยังคงเพิกเฉย มีหลักฐานชัดเจน และยอดหนี้มีจำนวนมากพอที่จะคุ้มค่ากับการดำเนินการทางกฎหมาย ก็สามารถปรึกษาทนายความเพื่อฟ้องร้องต่อศาลได้ครับ กฎหมายจะช่วยคุ้มครองสิทธิ์ของเราครับ
  • กรณีหนี้จากการกู้ยืมเงินนอกระบบ:
    • อย่าหนี!
      และอย่าหาหนี้ใหม่มาโปะ:
      นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดครับ การหนีหรือการกู้เงินจากแหล่งอื่นมาโปะหนี้เก่าจะทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก
    • เก็บหลักฐานการกู้ยืมและการชำระหนี้: ไม่ว่าจะเป็นสลิปการโอน หรือแชทที่คุยกับเจ้าหนี้ เก็บไว้ให้ละเอียดที่สุดครับ
    • ปรึกษาหน่วยงานภาครัฐ: รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีนโยบายช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบอยู่เสมอครับ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานเหล่านี้สามารถให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเราในการไกล่เกลี่ย หรือดำเนินการตามกฎหมายกับเจ้าหนี้ที่คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดได้ครับ (ตามกฎหมายดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 15% ต่อปี)
    • ระวังการคุกคาม: ถ้าถูกเจ้าหนี้นอกระบบคุกคาม ข่มขู่ หรือทำร้ายร่างกาย ให้รีบแจ้งความที่สถานีตำรวจทันทีครับ เพราะการคุกคามเป็นความผิดทางอาญา

จำไว้นะครับว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว มีช่องทางมากมายที่จะช่วยเราได้ อย่าเก็บปัญหาไว้คนเดียวเลยนะครับ!

📚 อ้างอิง

Advertisement