เทคนิคอ่านกฎหมายพิชิตสอบ: แต่ละวิชาต้องโฟกัสตรงไหน ไม่รู้แล้วจะเสียใจ!

webmaster

변호사 시험 과목별 학습 방법 - **Prompt 1: Focused and Stress-Free Study Session**
    A female Thai law student, in her early 20s,...

สวัสดีค่ะทุกคน! ในฐานะบล็อกเกอร์สายกฎหมายที่คลุกคลีกับการสอบมาหลายสนาม บอกเลยว่าเส้นทางสู่การเป็นเนติบัณฑิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลยจริง ๆ ค่ะ แต่ถึงจะยากแค่ไหน เราก็ต้องสู้ใช่ไหมคะ?

ช่วงนี้หลายคนคงกำลังมองหาวิธีเตรียมตัวสอบเนติฯ กันอย่างจริงจัง ยิ่งในยุคที่เราต้องจัดการทั้งเรื่องงาน เรียน และชีวิตส่วนตัวไปพร้อม ๆ กันแบบนี้ การหาสมดุลและเทคนิคที่ใช่จึงสำคัญมาก ๆ ค่ะ จากประสบการณ์ตรงของฉันที่เคยผ่านมาแล้ว บอกเลยว่าการวางแผนดี ๆ จะช่วยให้เราก้าวข้ามความท้าทายไปได้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการจัดตารางเวลาอ่านหนังสือที่ครอบคลุมทุกวิชา หรือการเลือกใช้เครื่องมือช่วยเรียนรู้ยุคใหม่ที่ทำให้การทบทวนกฎหมายเป็นเรื่องง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ ที่สำคัญคือการฝึกทำข้อสอบเก่าอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยให้เราคุ้นเคยกับรูปแบบคำถามและวิธีตอบที่ถูกต้อง และอย่าลืมว่าการเรียนรู้จากคำพิพากษาฎีกาจริง ๆ จะช่วยให้เราเข้าใจการประยุกต์ใช้กฎหมายได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วยนะคะ หลายคนอาจจะคิดว่าต้องลงคอร์สติวแพง ๆ ถึงจะสอบผ่าน แต่จริง ๆ แล้วการอ่านเองอย่างมีวินัยก็พาเราไปถึงฝั่งฝันได้เหมือนกันค่ะ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกังวลเลยนะคะ วันนี้ฉันมีเคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยให้การเตรียมสอบเนติบัณฑิตของทุกคนมีประสิทธิภาพมากขึ้น มาแบ่งปันกันแบบหมดเปลือกเลยค่ะ เตรียมตัวให้พร้อม แล้วเราไปดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรบ้าง!

จัดตารางเวลาอ่านหนังสือยังไงให้ไม่เครียดแต่ได้ผลจริง

변호사 시험 과목별 학습 방법 - **Prompt 1: Focused and Stress-Free Study Session**
    A female Thai law student, in her early 20s,...

ฉันเชื่อว่าหลายคนคงเคยประสบปัญหาเดียวกันกับการจัดตารางอ่านหนังสือใช่ไหมคะ? บางทีก็แน่นเกินไปจนเหนื่อยล้า บางทีก็หลวมเกินไปจนรู้สึกผิด การหาสมดุลตรงกลางนี่แหละที่สำคัญที่สุด จากประสบการณ์ตรงของฉันตอนเตรียมสอบเนติฯ สมัยนั้น ตารางของฉันไม่ได้มีแค่วิชาที่ต้องอ่าน แต่รวมถึงช่วงเวลาพักผ่อน ออกกำลังกาย และกิจกรรมคลายเครียดด้วย เพราะฉันรู้สึกว่าสมองเราก็เหมือนกล้ามเนื้อนะ ถ้าใช้งานหนักเกินไปโดยไม่มีการพักผ่อนเลย มันก็ล้าจนประสิทธิภาพการทำงานลดลงไปเองค่ะ ที่สำคัญคือต้องประเมินตัวเองตามความเป็นจริง ว่าเรามีเวลาว่างแค่ไหน และเราถนัดการอ่านแบบไหน เช่น ฉันเป็นคนชอบอ่านช่วงเช้าตรู่ที่สมองยังปลอดโปร่ง ก็จะจัดวิชายากๆ ไว้ช่วงนั้น แล้วช่วงบ่ายที่เริ่มง่วงก็จะอ่านอะไรที่เบาลงมาหน่อย หรือไม่ก็ทำแบบฝึกหัดแทน การแบ่งเวลาอ่านเป็นช่วงสั้นๆ ครั้งละ 1-2 ชั่วโมง สลับกับการพักเบรกสั้นๆ สัก 15 นาที จะช่วยให้เราจดจ่อกับเนื้อหาได้ดีกว่าการอัดยาวๆ หลายชั่วโมงต่อเนื่องกันเยอะเลยค่ะ ลองเอาไปปรับใช้ดูนะคะ แล้วคุณจะรู้สึกว่าการอ่านหนังสือสอบเนติฯ มันไม่ทรมานอย่างที่คิด

วางแผนระยะยาวและระยะสั้นแบบยืดหยุ่น

การวางแผนที่ดีต้องมีทั้งภาพรวมระยะยาวและรายละเอียดระยะสั้นค่ะ สำหรับแผนระยะยาว เราควรกำหนดเป้าหมายใหญ่ๆ เช่น “จบภาคนี้ให้ได้” หรือ “เก็บวิชานี้ให้แม่น” แล้วค่อยๆ ซอยย่อยเป็นเป้าหมายรายเดือน รายสัปดาห์ และรายวัน ในแต่ละสัปดาห์ฉันจะทบทวนแผนของตัวเองเสมอว่าทำได้ตามที่ตั้งใจไว้ไหม มีตรงไหนต้องปรับเปลี่ยนบ้าง เพราะชีวิตเรามันไม่แน่นอนใช่ไหมล่ะคะ บางทีก็มีเหตุฉุกเฉิน หรือบางทีเราก็อาจจะอ่านได้เร็วกว่าที่คิด การมีความยืดหยุ่นจะช่วยให้เราไม่กดดันตัวเองมากเกินไป และสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีกว่า ถ้าวันไหนอ่านไม่ทันตามแผนก็ไม่ต้องตีกรอบตัวเองว่าต้องรีบอ่านชดเชยจนเหนื่อย ลองเลื่อนไปวันอื่น หรือปรับลดเนื้อหาลงนิดหน่อยเพื่อให้มันเดินหน้าต่อไปได้ก็ไม่เสียหายค่ะ สิ่งสำคัญคือการรักษาโมเมนตัมไม่ให้หยุดไปเลยต่างหาก

เลือกใช้เครื่องมือช่วยเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในยุคนี้มีเครื่องมือช่วยเรียนรู้เยอะแยะมากมายเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันสำหรับจดโน้ต แผนผังความคิด หรือแม้แต่กลุ่มไลน์/เฟซบุ๊กที่รวมตัวกันติว การเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสไตล์การเรียนรู้ของเราจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากเลยนะ ส่วนตัวฉันชอบใช้ Mind Map หรือแผนผังความคิดในการสรุปภาพรวมของแต่ละวิชา เพราะมันช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงของหลักกฎหมายต่างๆ ได้ชัดเจนดีค่ะ นอกจากนี้ การอัดเสียงตัวเองตอนทบทวนเนื้อหายากๆ แล้วเปิดฟังตอนเดินทาง หรือตอนทำกิจกรรมอื่นๆ ก็ช่วยให้เราคุ้นเคยกับศัพท์กฎหมายและหลักการที่ซับซ้อนได้โดยไม่รู้สึกว่าต้อง “อ่าน” ตลอดเวลาค่ะ ลองสำรวจดูว่าตอนนี้มีเครื่องมืออะไรที่น่าสนใจบ้าง แล้วลองนำมาประยุกต์ใช้กับการเตรียมตัวของคุณดูสิคะ บางทีเครื่องมือเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละที่ช่วยสร้างความแตกต่างได้มหาศาลเลย

พลิกโฉมการทำความเข้าใจกฎหมาย: จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง

การเรียนกฎหมายไม่ได้มีแค่การท่องจำมาตราหรือหลักทฤษฎีเท่านั้นนะคะ หัวใจสำคัญของการเป็นนักกฎหมายที่ดีคือการเข้าใจว่ากฎหมายเหล่านั้นนำไปใช้กับสถานการณ์จริงอย่างไร จากที่ฉันเคยผ่านมาแล้ว บอกเลยว่าตอนแรกๆ ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่เอาแต่ท่องๆๆ แต่พอเจอข้อสอบที่เป็นโจทย์ปัญหาจริง ฉันกลับประยุกต์ใช้ไม่ถูกเลยค่ะ นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฉันตระหนักว่าการเรียนกฎหมายต้องคู่กับการวิเคราะห์และเชื่อมโยงเคสจริง การอ่านคำพิพากษาฎีกาถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาทักษะนี้ เพราะฎีกาจะแสดงให้เห็นถึงการตีความกฎหมายในสถานการณ์ต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เราเห็นภาพว่าหลักกฎหมายที่เราเรียนมานั้นถูกนำไปใช้จริงอย่างไร มีข้อสังเกตหรือข้อยกเว้นอะไรบ้างที่ต้องระวัง การได้เห็นแนวทางการวินิจฉัยของศาลจะช่วยให้เราเข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และยังเป็นแนวทางในการเขียนตอบข้อสอบได้อย่างมีเหตุผลและน้ำหนักอีกด้วยค่ะ ลองเปลี่ยนจากการอ่านแค่ตัวบท มาอ่านฎีกาควบคู่กันไป รับรองว่าคุณจะมองเห็นมิติใหม่ๆ ของกฎหมายแน่นอน

ถอดรหัสคำพิพากษาฎีกา: เข้าใจให้ลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่จำ

หลายคนอาจจะรู้สึกว่าการอ่านฎีกามันเยอะและยากใช่ไหมคะ? ฉันเองก็เคยเป็นค่ะ แต่พอจับจุดได้ มันกลับกลายเป็นเรื่องสนุกเลยนะ เคล็ดลับของฉันคือให้เริ่มต้นจากการอ่านฎีกาสำคัญๆ ที่มักจะออกสอบบ่อยๆ ก่อน แล้วค่อยๆ ขยายไปสู่ฎีกาอื่นๆ เวลาอ่านให้ตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า “ข้อเท็จจริงในคดีนี้คืออะไร?”, “ประเด็นกฎหมายคืออะไร?”, “ศาลตัดสินว่าอย่างไร?”, “เหตุผลที่ศาลใช้ในการวินิจฉัยคืออะไร?” การตอบคำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจโครงสร้างของคดีและการใช้เหตุผลทางกฎหมาย เมื่อเจอฎีกาที่มีข้อเท็จจริงคล้ายกัน ให้ลองเปรียบเทียบดูว่ามีจุดไหนที่แตกต่างกันบ้าง และความแตกต่างนั้นส่งผลต่อการวินิจฉัยอย่างไร การทำแบบนี้จะช่วยให้เราสามารถประยุกต์ใช้กฎหมายกับโจทย์ปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นได้ และฝึกฝนการคิดแบบนักกฎหมายไปในตัว

Advertisement

ฝึกแก้โจทย์ปัญหา: จำลองสถานการณ์จริง

หลังจากที่เราเริ่มคุ้นเคยกับตัวบทและฎีกาแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญมากๆ คือการฝึกแก้โจทย์ปัญหาค่ะ ไม่ว่าจะเป็นโจทย์จากข้อสอบเก่า หรือโจทย์ที่อาจารย์ให้มา การฝึกฝนนี้จะช่วยให้เราได้ลองนำความรู้ที่เรามีมาประยุกต์ใช้จริง ซึ่งมักจะแตกต่างจากการอ่านเพียงอย่างเดียว เพราะเวลาแก้โจทย์ เราต้องคิดวิเคราะห์ จัดลำดับประเด็น และเลือกใช้หลักกฎหมายให้ถูกต้อง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะช่วยให้เราเห็นจุดอ่อนของตัวเองว่าเรายังไม่เข้าใจตรงไหน หรือยังสับสนในเรื่องใด การทำแบบฝึกหัดเยอะๆ จะช่วยให้เราคุ้นเคยกับรูปแบบของคำถาม และยังช่วยเพิ่มความเร็วในการคิดวิเคราะห์ในสถานการณ์จริงได้อีกด้วยนะ ฉันจำได้ว่าตอนสอบเนติฯ ฉันทำข้อสอบเก่าจนแทบจะจำโจทย์ได้หมดเลย ซึ่งมันช่วยสร้างความมั่นใจให้ฉันได้มากทีเดียวเลยค่ะ

ไขเคล็ดลับการจำมาตราและหลักกฎหมายให้ขึ้นใจ ไม่ต้องท่องจนปวดหัว

ยอมรับเลยว่าตอนแรกๆ ฉันก็ท้อกับการจำมาตราและหลักกฎหมายที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุดนี่แหละค่ะ บางทีก็ท่องไปได้ไม่กี่วันก็ลืมซะแล้ว แต่พอฉันลองเปลี่ยนวิธี มันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดนะ เคล็ดลับของฉันคือ “เข้าใจก่อนจำ” ค่ะ อย่าเพิ่งไปพยายามท่องจำตัวเลขมาตราหรือถ้อยคำที่ซับซ้อนทันที ให้ลองทำความเข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นๆ ก่อนว่าทำไมถึงต้องมีมาตรานี้ขึ้นมา มันต้องการปกป้องหรือควบคุมอะไร เมื่อเราเข้าใจที่มาที่ไปแล้ว การเชื่อมโยงกับเนื้อหาอื่นๆ จะง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ นอกจากนี้ การสร้างเรื่องราว หรือใช้เทคนิคช่วยจำ (Mnemonics) ก็เป็นอีกวิธีที่ได้ผลดีมากๆ เช่นกัน บางคนอาจจะวาดภาพประกอบ บางคนอาจจะแต่งเพลง หรือบางคนก็อาจจะสร้างประโยคแปลกๆ ที่ช่วยให้จำคีย์เวิร์ดสำคัญๆ ได้ง่ายขึ้น สิ่งสำคัญคือการหาวิธีที่เหมาะกับสไตล์การเรียนรู้ของเราเองค่ะ อย่าไปยึดติดว่าต้องทำตามคนอื่นเป๊ะๆ

เทคนิคช่วยจำที่ใช้ได้จริง: ไม่ใช่แค่ท่อง

ฉันเคยลองหลายเทคนิคเลยค่ะ แต่ที่เวิร์คสุดๆ สำหรับฉันคือการใช้ “Flashcards” หรือบัตรคำศัพท์ นี่แหละค่ะ คือจะเขียนมาตราหรือหลักกฎหมายสำคัญๆ ไว้ด้านหนึ่ง แล้วเขียนสาระสำคัญหรือคำอธิบายไว้ด้านหลัง แล้วก็นั่งทบทวนไปเรื่อยๆ การทำแบบนี้ช่วยให้เราได้ทบทวนซ้ำๆ และยังสามารถพกติดตัวไปไหนมาไหนได้สะดวกอีกด้วย ลองนึกภาพว่าคุณกำลังนั่งรถไฟฟ้า แล้วหยิบ Flashcards ขึ้นมาทบทวนสักสิบนาทีสิคะ วันละนิดวันละหน่อยก็ช่วยให้เราจำได้เยอะขึ้นแล้วนะ นอกจากนี้ การสอนให้คนอื่นฟังก็เป็นอีกวิธีที่ยอดเยี่ยมในการทบทวนความรู้ค่ะ เพราะเวลาที่เราต้องอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ เราจะต้องจัดระเบียบความคิดและสรุปเนื้อหาออกมาอย่างเป็นระบบ ซึ่งมันช่วยให้เราเข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกค่ะ

เชื่อมโยงความรู้: สร้างใยแมงมุมแห่งกฎหมาย

กฎหมายแต่ละวิชามันไม่ได้แยกขาดจากกันอย่างเด็ดขาดนะคะ มันมีความเชื่อมโยงกันอยู่เสมอ ลองนึกภาพว่าความรู้กฎหมายของเราเป็นใยแมงมุมขนาดใหญ่ แต่ละมาตรา แต่ละหลักกฎหมายคือจุดเชื่อมโยงต่างๆ ยิ่งเราเชื่อมโยงได้มากเท่าไหร่ ใยแมงมุมของเราก็จะยิ่งแข็งแรงเท่านั้น ตอนที่ฉันเรียน ฉันจะพยายามหาจุดเชื่อมโยงระหว่างวิชาต่างๆ อยู่เสมอ เช่น มาตราในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อาจจะไปเกี่ยวพันกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หรือกฎหมายอาญาอาจจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายพิเศษอื่นๆ การทำแบบนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของระบบกฎหมาย และยังช่วยให้เราสามารถหยิบยกหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาได้อย่างครอบคลุมมากขึ้นด้วยค่ะ ลองฝึกสร้าง “แผนที่กฎหมาย” ของตัวเองดูนะคะ คุณจะทึ่งกับความสามารถในการเชื่อมโยงของสมองตัวเองเลยแหละ

สนามจำลอง: ทำข้อสอบเก่าให้เหมือนสอบจริง เพิ่มความมั่นใจก่อนลงสนาม

หลายคนอาจจะมองข้ามความสำคัญของการทำข้อสอบเก่า แต่ฉันบอกเลยว่านี่คือ “อาวุธลับ” ที่จะพาคุณไปสู่ความสำเร็จได้เลยนะ! การทำข้อสอบเก่าไม่ได้มีแค่การหาคำตอบ แต่คือการจำลองสถานการณ์สอบจริงทุกอย่าง ตั้งแต่การจับเวลา การใช้กระดาษคำตอบ การเขียนตอบด้วยลายมือ และที่สำคัญคือการฝึกคิดภายใต้ความกดดัน ฉันจำได้ว่าตอนฉันฝึกทำข้อสอบเก่า ฉันจะตั้งนาฬิกาจับเวลาเหมือนตอนสอบจริงเลยค่ะ แล้วก็พยายามเขียนตอบให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด การทำแบบนี้จะช่วยให้เราคุ้นเคยกับรูปแบบของข้อสอบ รู้ว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการอ่านโจทย์ วิเคราะห์ และเขียนตอบ และยังช่วยให้เราบริหารเวลาในการทำข้อสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย บางทีเราอาจจะมีความรู้แน่นปึ้ก แต่ถ้าบริหารเวลาไม่ดี หรือเขียนตอบไม่ทัน ก็อาจจะพลาดคะแนนไปได้ง่ายๆ เลยนะคะ ดังนั้น การฝึกทำข้อสอบเก่าอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด

Advertisement

ประเมินตัวเองจากข้อสอบเก่า: รู้จุดแข็ง-จุดอ่อน

หลังจากทำข้อสอบเสร็จแล้ว ขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้กันคือการ “ตรวจทานและประเมินผล” ค่ะ อย่าเพิ่งรีบวางปากกาแล้วไปพักนะ ลองเปรียบเทียบคำตอบของเรากับธงคำตอบ หรือคำตอบของรุ่นพี่ที่สอบผ่านไปแล้ว เพื่อดูว่าเราตอบได้ตรงประเด็นไหม มีหลักกฎหมายไหนที่เราตกหล่นไปบ้าง หรือมีจุดไหนที่เรายังเข้าใจผิดอยู่ การทำแบบนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าเราเก่งในเรื่องไหน และยังอ่อนในเรื่องอะไรบ้าง แล้วเราก็จะสามารถกลับไปทบทวนเนื้อหาในส่วนที่เรายังไม่แม่นยำได้ตรงจุดมากขึ้นค่ะ ฉันเองก็ใช้การวิเคราะห์ข้อสอบเก่าเพื่อดูว่าวิชาไหนที่ฉันยังต้องให้เวลากับมันเป็นพิเศษ ซึ่งช่วยให้ฉันจัดสรรเวลาอ่านหนังสือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ เลยค่ะ

พัฒนาเทคนิคการเขียนตอบ: คะแนนไม่ได้มาแค่ความรู้

การมีความรู้แน่นอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอในการสอบเนติฯ นะคะ การเขียนตอบก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อคะแนนมากๆ เพราะกรรมการจะให้คะแนนจากสิ่งที่เราเขียนลงไปในกระดาษเท่านั้น ฉันเคยได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่ว่าการเขียนตอบที่ดีควรมีโครงสร้างที่ชัดเจน เริ่มจากการวินิจฉัยข้อเท็จจริง ยกหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาอ้างอิง และปรับใช้หลักกฎหมายกับข้อเท็จจริงพร้อมให้เหตุผลประกอบ และสรุปคำตอบให้ชัดเจน การเขียนให้กระชับ ชัดเจน และตรงประเด็นจะช่วยให้กรรมการเข้าใจสิ่งที่เราต้องการสื่อสารได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้เราได้คะแนนดีขึ้นด้วย การฝึกเขียนบ่อยๆ จะช่วยให้เราคล่องแคล่วในการเรียบเรียงประโยคและเลือกใช้ถ้อยคำทางกฎหมายได้อย่างถูกต้องแม่นยำค่ะ

พลังของการเรียนรู้แบบกลุ่มและการแบ่งปัน: เพื่อนช่วยเพื่อนสู่ความสำเร็จ

การเตรียมสอบเนติฯ มันเป็นเส้นทางที่โดดเดี่ยวได้ง่ายๆ เลยใช่ไหมคะ? บางทีก็รู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ แต่บอกเลยว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียวนะ การมีเพื่อนร่วมเดินทางนี่แหละคือพลังที่ยิ่งใหญ่มากๆ ที่จะช่วยให้เราก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้ ฉันจำได้ว่าตอนฉันสอบ ฉันมีกลุ่มเพื่อนที่ติวด้วยกันค่ะ เราจะนัดเจอกันเป็นประจำเพื่อสรุปเนื้อหา อธิบายข้อสงสัย และทำข้อสอบเก่าด้วยกัน การได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนๆ ช่วยให้ฉันมองเห็นประเด็นกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างออกไป และบางทีเพื่อนก็อธิบายอะไรที่เราไม่เข้าใจให้ฟังได้ง่ายกว่าการอ่านจากตำราเองซะอีกนะคะ ที่สำคัญคือการมีเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขนี่แหละ ที่ช่วยสร้างกำลังใจให้กันและกัน ไม่ว่าใครจะท้อ ใครจะเหนื่อย เราก็จะมีเพื่อนคอยผลักดันให้เดินหน้าต่อไปได้เสมอ

สร้างกลุ่มติวที่มีคุณภาพ: เลือกเพื่อนร่วมทีมที่ใช่

การเลือกสมาชิกในกลุ่มติวก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ ควรเลือกเพื่อนที่มีเป้าหมายเดียวกัน มีความมุ่งมั่นตั้งใจ และสามารถช่วยเหลือกันได้ กลุ่มที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มใหญ่เสมอไปนะคะ กลุ่มเล็กๆ ที่มีสมาชิก 3-5 คนก็เพียงพอแล้วค่ะ การมีจำนวนคนที่เหมาะสมจะช่วยให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ และยังสามารถปรึกษาหารือกันได้อย่างใกล้ชิด ตอนที่ฉันตั้งกลุ่มติว เราจะมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจนว่าใครจะรับผิดชอบสรุปวิชาไหน หรือใครจะเตรียมโจทย์อะไรมาให้เพื่อนๆ ลองทำ การทำงานร่วมกันแบบนี้ช่วยให้เราเรียนรู้ได้ครอบคลุมมากขึ้น และยังช่วยประหยัดเวลาในการเตรียมตัวได้อีกด้วยค่ะ

ประโยชน์ของการแบ่งปันความรู้: ยิ่งให้ยิ่งได้

변호사 시험 과목별 학습 방법 - **Prompt 2: Collaborative Legal Case Study**
    Three Thai law students, two females and one male, ...
คุณเคยได้ยินไหมคะว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้” สำหรับการเรียนกฎหมายก็เป็นจริงเช่นกันค่ะ เวลาที่เราได้อธิบายเนื้อหาที่เราเข้าใจให้เพื่อนฟัง มันไม่ได้แค่ช่วยให้เพื่อนเข้าใจเท่านั้น แต่ยังช่วยตอกย้ำความรู้ของเราให้แน่นขึ้นไปอีก เพราะเวลาที่เราอธิบาย เราจะต้องจัดระเบียบความคิดและสรุปเนื้อหาออกมาอย่างเป็นระบบ ซึ่งมันช่วยให้เราเข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกค่ะ นอกจากนี้ การได้ฟังคำถามจากเพื่อนๆ ก็ยังเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ทบทวนความรู้ในมุมที่เราอาจจะมองข้ามไปก็ได้นะ ฉันรู้สึกว่าการได้แบ่งปันความรู้กับเพื่อนๆ ทำให้ฉันรู้สึกมีความสุขและมีพลังในการเรียนมากขึ้นเยอะเลยค่ะ

สุขภาพกายและใจ: สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตำรากฎหมาย

หลายคนอาจจะมุ่งมั่นกับการอ่านหนังสือสอบเนติฯ จนลืมดูแลสุขภาพของตัวเองไปใช่ไหมคะ? แต่ฉันบอกเลยว่าสุขภาพกายและใจนี่แหละคือพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้เราอ่านหนังสือได้อย่างมีประสิทธิภาพและยาวนาน ถ้าเราสุขภาพไม่ดี หรือเครียดสะสม สมองของเราก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่ และอาจจะทำให้เราป่วยจนต้องเสียเวลาอ่านหนังสือไปโดยเปล่าประโยชน์ก็ได้นะ ฉันเองก็เคยเป็นคนที่โหมอ่านหนังสือจนร่างกายแย่ไปพักใหญ่ๆ เลยค่ะ พอถึงจุดนั้นฉันเลยตระหนักว่าการดูแลตัวเองให้ดีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าเราไม่สบาย เราก็จะไม่มีพลังที่จะสู้กับการสอบได้เลย ดังนั้น อย่าลืมให้ความสำคัญกับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ด้วยนะคะ

เคล็ดลับการจัดการความเครียด: อ่านอย่างมีความสุข

ความเครียดกับการสอบเนติฯ เป็นของคู่กันอยู่แล้วค่ะ แต่เราสามารถเรียนรู้ที่จะจัดการกับมันได้นะ สำหรับฉันแล้ว การหากิจกรรมที่ชอบทำเพื่อผ่อนคลายเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ค่ะ บางทีก็ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ ฟังเพลงสบายๆ หรือดูหนังตลกๆ เพื่อให้สมองได้พักบ้าง การที่เราได้หลุดออกจากโลกของกฎหมายไปชั่วขณะ จะช่วยให้เรากลับมามีพลังและสมาธิในการอ่านหนังสือได้ดียิ่งขึ้นค่ะ นอกจากนี้ การฝึกสติหรือการทำสมาธิสั้นๆ วันละ 5-10 นาที ก็ช่วยให้จิตใจสงบและผ่อนคลายความตึงเครียดได้ดีมากๆ เลยนะคะ อย่าปล่อยให้ความเครียดสะสมจนบั่นทอนกำลังใจของเราไปหมด ลองหาวิธีผ่อนคลายที่เหมาะกับตัวเองดูนะคะ

ตารางกิจกรรมผ่อนคลายที่ฉันใช้ตอนเตรียมสอบเนติฯ

ประเภทกิจกรรม ตัวอย่างกิจกรรม ระยะเวลา (ต่อวัน/สัปดาห์) ประโยชน์
การเคลื่อนไหวร่างกาย เดินเร็ว, โยคะเบาๆ, ปั่นจักรยาน 30 นาที / 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ลดความเครียด, เพิ่มพลังงาน, สุขภาพดี
กิจกรรมผ่อนคลายสมอง ฟังเพลง, ดูหนังตลก, อ่านนิยาย 1 ชั่วโมง / ทุกวัน (ก่อนนอนหรือตอนพัก) ผ่อนคลาย, ลดความตึงเครียด, หลับง่ายขึ้น
การเข้าสังคม คุยกับเพื่อน/ครอบครัว, กิจกรรมกลุ่มติว 1-2 ชั่วโมง / 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ แลกเปลี่ยนความรู้, สร้างกำลังใจ, ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
การฝึกสติ นั่งสมาธิ, หายใจลึกๆ 5-10 นาที / ทุกวัน ลดความกังวล, เพิ่มสมาธิ, จิตใจสงบ

โภชนาการและการนอนหลับ: พลังงานสมองที่มองไม่เห็น

หลายคนอาจจะคิดว่าแค่อ่านหนังสือก็พอแล้ว แต่จริงๆ แล้วอาหารที่เรากินและการนอนหลับพักผ่อนของเรามีผลต่อประสิทธิภาพในการอ่านหนังสือและการจดจำมากๆ เลยนะคะ ลองนึกภาพว่าถ้าคุณนอนน้อย หรือกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ สมองของคุณจะทำงานได้ดีได้อย่างไร?

ฉันพยายามกินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้ และโปรตีน เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน และที่สำคัญคือพยายามเข้านอนให้เป็นเวลา และนอนให้ได้อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน เพราะการนอนหลับที่มีคุณภาพจะช่วยให้สมองของเราได้พักผ่อนและจัดระเบียบข้อมูลต่างๆ ที่เราอ่านมาทั้งวัน การดูแลตัวเองให้ดีแบบองค์รวมนี่แหละค่ะ ที่จะช่วยให้เรามีพลังกายและพลังใจในการสู้ศึกเนติฯ ได้อย่างเต็มที่

Advertisement

เทคนิคการเขียนตอบข้อสอบที่กรรมการให้คะแนนแบบจัดเต็ม

การมีความรู้แน่นๆ อย่างเดียวอาจจะไม่พอที่จะทำให้เราสอบผ่านเนติฯ ได้นะคะ การเขียนตอบที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันเลย เพราะกรรมการจะให้คะแนนจากสิ่งที่เราเขียนลงไปในกระดาษเท่านั้น ฉันเคยได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่ว่าการเขียนตอบที่ดีควรมีโครงสร้างที่ชัดเจน เป็นลำดับ และใช้ภาษาที่รระัดกุม ลองนึกภาพว่ากรรมการต้องตรวจกระดาษคำตอบเป็นร้อยๆ ฉบับ ถ้าเราเขียนวกวน อ่านยาก ก็อาจจะทำให้กรรมการหงุดหงิดและให้คะแนนเราน้อยลงได้นะ ดังนั้น การฝึกเขียนตอบให้กระชับ ชัดเจน และตรงประเด็นจึงเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญมากๆ เลยค่ะ ยิ่งเราฝึกเขียนบ่อยๆ เราก็จะยิ่งคล่องแคล่วในการเรียบเรียงประโยคและเลือกใช้ถ้อยคำทางกฎหมายได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

โครงสร้างการเขียนตอบแบบ 3 ขั้นตอน: วินิจฉัย-หลักกฎหมาย-สรุป

สำหรับฉันแล้ว การเขียนตอบที่ดีควรประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ วินิจฉัยข้อเท็จจริง หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และสรุปผลการวินิจฉัย เริ่มจากการ “วินิจฉัยข้อเท็จจริง” คือการบอกว่าข้อเท็จจริงในโจทย์มีอะไรบ้าง ใครเป็นใคร เกิดอะไรขึ้น แล้วค่อย “ยกหลักกฎหมาย” ที่เกี่ยวข้องมาอ้างอิง อาจจะอ้างอิงเลขมาตรา หรือหลักกฎหมายที่สำคัญ จากนั้นก็ “ปรับใช้หลักกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริง” โดยการให้เหตุผลว่าทำไมถึงต้องใช้หลักกฎหมายนี้กับข้อเท็จจริงนั้นๆ และผลจะเป็นอย่างไร สุดท้ายก็ “สรุป” คำตอบให้ชัดเจน การทำตามโครงสร้างนี้จะช่วยให้การเขียนตอบของเราเป็นระบบ ระเบียบ และอ่านง่าย ทำให้กรรมการสามารถตามรอยความคิดของเราได้ง่ายขึ้น และยังแสดงให้เห็นว่าเรามีความเข้าใจในเนื้อหาอย่างแท้จริง

ภาษาที่ใช้และการจัดหน้ากระดาษ: สร้างความประทับใจแรก

นอกจากเนื้อหาแล้ว ภาษาที่ใช้และการจัดหน้ากระดาษก็มีผลต่อคะแนนไม่น้อยเลยนะคะ ควรใช้ภาษาทางกฎหมายที่ถูกต้อง ชัดเจน และหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาพูดหรือภาษาที่ไม่เป็นทางการ การสะกดคำให้ถูกต้อง และการใช้เครื่องหมายวรรคตอนให้เหมาะสมก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ ส่วนเรื่องการจัดหน้ากระดาษ พยายามเขียนให้เป็นระเบียบ อ่านง่าย เว้นวรรคตอนให้เหมาะสม ไม่ต้องเขียนติดกันเป็นพรืดจนอ่านยาก และอาจจะเว้นบรรทัดเพื่อให้กรรมการได้จดโน้ตได้สะดวก การเขียนด้วยลายมือที่อ่านง่ายก็สำคัญมากๆ นะคะ เพราะถ้าลายมือเราอ่านยาก กรรมการก็อาจจะเสียเวลาถอดความ และอาจจะพลาดประเด็นสำคัญๆ ที่เราเขียนไปก็ได้ ลองนึกภาพว่าถ้าคุณเป็นกรรมการ คุณจะอยากตรวจกระดาษคำตอบแบบไหน?

ก้าวข้ามความท้อแท้: สร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองไม่ยอมแพ้

เส้นทางสู่การเป็นเนติบัณฑิตนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลยใช่ไหมคะ? บางทีก็รู้สึกท้อแท้ เหนื่อยล้า หมดกำลังใจ อยากจะเลิกไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่ฉันอยากจะบอกทุกคนว่านี่เป็นเรื่องปกติมากๆ ค่ะ ฉันเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้วหลายครั้งหลายครา แต่สิ่งสำคัญคือเราจะลุกขึ้นสู้ใหม่ได้อย่างไรต่างหาก ตอนที่ฉันรู้สึกท้อมากๆ ฉันจะลองย้อนกลับไปคิดถึงเหตุผลแรกที่เราอยากจะมาเป็นเนติบัณฑิต ทำไมเราถึงเลือกเดินบนเส้นทางนี้ ความฝันของเราคืออะไร การได้ทบทวนเป้าหมายที่แท้จริงของตัวเองจะช่วยจุดประกายไฟในตัวเราให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งค่ะ นอกจากนี้ การมองหาต้นแบบ หรืออ่านเรื่องราวความสำเร็จของคนที่เคยผ่านจุดนี้มาแล้ว ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีในการสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองได้นะ

Advertisement

จดจำเป้าหมาย: แรงขับเคลื่อนที่ไม่เคยจางหาย

การมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือสิ่งสำคัญที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ค่ะ ลองเขียนเป้าหมายของคุณลงไปในสมุด หรือแปะไว้ในที่ที่คุณมองเห็นได้บ่อยๆ เพื่อย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเรากำลังทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ตอนที่ฉันรู้สึกท้อ ฉันจะมองไปที่ภาพของตัวเองในวันที่สอบผ่านเนติฯ และได้สวมครุย มันเป็นภาพที่ชัดเจนมากๆ ในหัวของฉัน และภาพนั้นเองคือแรงผลักดันที่ทำให้ฉันมีกำลังใจสู้ต่อไปค่ะ นอกจากนี้ การแบ่งเป้าหมายใหญ่ออกเป็นเป้าหมายย่อยๆ ก็ช่วยให้เราไม่รู้สึกท่วมท้นจนเกินไป เช่น “วันนี้ฉันจะอ่านวิชานี้ให้จบ” หรือ “สัปดาห์นี้ฉันจะทำข้อสอบเก่าให้ได้ 2 ชุด” การบรรลุเป้าหมายเล็กๆ เหล่านี้จะช่วยสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจ และเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราก้าวไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่าได้ในที่สุด

หาพลังใจจากรอบข้าง: เพื่อน ครอบครัว และแรงบันดาลใจ

อย่าเก็บความรู้สึกท้อแท้ไว้คนเดียวนะคะ ลองพูดคุยกับเพื่อนสนิท ครอบครัว หรือรุ่นพี่ที่สอบผ่านไปแล้ว การได้ระบายความรู้สึกออกมาจะช่วยให้เราเบาใจขึ้นเยอะเลยค่ะ บางทีคำแนะนำหรือกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ จากคนรอบข้างก็สามารถช่วยให้เรามีพลังที่จะสู้ต่อไปได้นะ ฉันจำได้ว่าตอนฉันเครียดมากๆ คุณแม่ของฉันจะคอยปลอบใจและให้กำลังใจฉันเสมอ คำพูดของท่านเป็นเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ได้อยู่คนเดียวในการเดินทางครั้งนี้ นอกจากนี้ การหาแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมายชื่อดัง หรือคนธรรมดาที่ต่อสู้จนสอบผ่าน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีในการกระตุ้นตัวเองให้กลับมามีไฟได้อีกครั้งค่ะ จำไว้ว่าความสำเร็จไม่ได้มาจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่มาจากความพยายามและความไม่ย่อท้อต่างหาก

ส่งท้ายบทความนี้

เป็นยังไงกันบ้างคะ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยจุดประกายให้ทุกคนที่กำลังเตรียมตัวสอบเนติฯ หรือสอบสนามอื่นๆ ได้ไม่มากก็น้อยนะคะ ฉันเข้าใจดีว่าเส้นทางนี้มันท้าทายและเต็มไปด้วยความกดดัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไม่ยอมแพ้และเดินหน้าต่อไป การดูแลทั้งสุขภาพกายและใจควบคู่ไปกับการวางแผนการอ่านที่ดี จะช่วยให้คุณก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้แน่นอนค่ะ จำไว้ว่าความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ขอเพียงคุณเชื่อมั่นในตัวเองและทุ่มเทอย่างเต็มที่ ดิฉันเองก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้นะคะ

ข้อมูลน่ารู้ที่คุณไม่ควรพลาด

1. จัดตารางเวลาอย่างยืดหยุ่น: การวางแผนการอ่านที่เข้มงวดเกินไปอาจทำให้คุณเครียดและหมดไฟได้ ลองแบ่งเวลาอ่านเป็นช่วงสั้นๆ สลับกับการพักผ่อน และเตรียมแผนสำรองไว้เสมอสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะชีวิตเราไม่ได้เป็นไปตามแผนเสมอไปใช่ไหมคะ การปรับตัวคือสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ

2. ทำความเข้าใจก่อนจดจำ: อย่าเพิ่งพยายามท่องจำตัวบทกฎหมายหรือคำพิพากษาฎีกาทันที ลองทำความเข้าใจหลักการ เหตุผล และเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นๆ ก่อน เมื่อคุณเข้าใจแก่นแท้แล้ว การจดจำรายละเอียดจะง่ายขึ้นมาก และคุณยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีเหตุผลและมั่นใจ

3. ฝึกทำข้อสอบเก่าอย่างจริงจัง: การทำข้อสอบเก่าไม่ใช่แค่การหาคำตอบที่ถูกต้อง แต่คือการจำลองสถานการณ์สอบจริง เพื่อฝึกบริหารเวลา ฝึกเขียนตอบ และประเมินจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง ยิ่งฝึกมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งคุ้นเคยกับรูปแบบข้อสอบและเพิ่มความมั่นใจก่อนลงสนามจริงได้มากเท่านั้น

4. สร้างกลุ่มติวและแบ่งปันความรู้: การมีเพื่อนร่วมเดินทางจะช่วยให้คุณมีกำลังใจและไม่รู้สึกโดดเดี่ยว การแลกเปลี่ยนความรู้ สรุปเนื้อหา หรืออธิบายสิ่งที่คุณเข้าใจให้เพื่อนฟัง จะช่วยตอกย้ำความรู้ของคุณให้แน่นขึ้น และยังได้เรียนรู้ในมุมมองที่แตกต่างจากคนอื่นอีกด้วยค่ะ

5. ดูแลสุขภาพกายและใจให้ดี: การเรียนหนักต้องมาพร้อมกับสุขภาพที่ดี อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหาเวลากิจกรรมผ่อนคลายที่คุณชื่นชอบ เพื่อลดความเครียดและเติมพลังให้สมองและร่างกายพร้อมรับมือกับการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ เพราะถ้าเราไม่สบาย ทุกอย่างก็จะหยุดชะงักไปหมดเลยค่ะ

Advertisement

สรุปประเด็นสำคัญ

จากประสบการณ์ตรงของดิฉัน สิ่งสำคัญที่สุดในการเตรียมตัวสอบเนติฯ ไม่ใช่แค่ความรู้ทางกฎหมายที่แน่นปึ้กเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดการตัวเอง การวางแผนอย่างชาญฉลาด และการดูแลสุขภาพกายใจไปพร้อมๆ กันด้วยค่ะ ดิฉันเชื่อว่าทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้ หากมีความมุ่งมั่นตั้งใจ และไม่หยุดที่จะเรียนรู้พัฒนา การจัดตารางเวลาอ่านหนังสือที่ยืดหยุ่น การทำความเข้าใจหลักกฎหมายอย่างลึกซึ้ง การฝึกฝนจากข้อสอบเก่า และการมีเพื่อนร่วมติว ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำพาคุณไปสู่เป้าหมาย การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง และการสื่อสารอย่างมีเหตุผลคือหัวใจสำคัญของการเป็นนักกฎหมายที่ดี เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกคนสนุกกับการเรียนรู้ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆ ตลอดเส้นทางนี้ และอย่าลืมให้กำลังใจตัวเองในทุกๆ ก้าวที่เดินไปข้างหน้า เพราะทุกความพยายามย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีเสมอค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ฉันทำงานประจำไปด้วย ทำให้รู้สึกว่าไม่มีเวลาเตรียมสอบเนติฯ เลยค่ะ จะจัดสรรเวลาอย่างไรให้ลงตัวและไม่เครียดจนเกินไปดีคะ?

ตอบ: เข้าใจเลยค่ะว่าการต้องทำงานประจำไปพร้อมๆ กับเตรียมสอบเนติฯ มันเหนื่อยแค่ไหน เพราะฉันเองก็เคยผ่านมาแล้วเหมือนกันค่ะ! สิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพและต้องรู้จักปรับสมดุลชีวิตด้วยนะคะ อย่างแรกเลย ลองสำรวจตารางชีวิตประจำวันของคุณก่อนว่ามีช่วงเวลาไหนบ้างที่พอจะเจียดมาอ่านหนังสือได้ อาจจะเป็นช่วงเช้าก่อนไปทำงาน ช่วงพักกลางวัน หรือหลังเลิกงานสัก 1-2 ชั่วโมงก็ได้ค่ะ ไม่ต้องหักโหมจนเกินไปนะคะ ค่อยๆ เริ่มจากน้อยๆ ก่อนก็ได้ จากประสบการณ์ของฉัน การอ่านแบบสั้นๆ แต่สม่ำเสมอดีกว่าการอัดทีเดียวเยอะๆ แต่ไม่ต่อเนื่องค่ะ ลองใช้เทคนิค “ปอมเปเรโดโร” (Pomodoro Technique) ดูไหมคะ อ่าน 25 นาที พัก 5 นาที ทำวนไปเรื่อยๆ จะช่วยให้สมองสดชื่นและมีสมาธิดีขึ้นเยอะเลย อีกอย่างที่อยากเน้นคือการจัดลำดับความสำคัญค่ะ วิชากฎหมายมีเยอะมาก เราไม่สามารถเก็บได้หมดในเวลาอันสั้นแน่ๆ ลองดูว่าวิชาไหนที่คะแนนเยอะ ออกบ่อย หรือเป็นจุดอ่อนของเรา แล้วทุ่มเทกับวิชานั้นเป็นพิเศษค่ะ และที่สำคัญมากๆ คืออย่าลืมหาเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อนและทำกิจกรรมที่ชอบบ้างนะคะ การปล่อยให้ตัวเองเครียดมากๆ จะยิ่งทำให้ประสิทธิภาพการเรียนลดลงค่ะ จำไว้นะคะว่าร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงคืออาวุธสำคัญในการสอบเนติฯ ค่ะ

ถาม: เห็นบล็อกเกอร์บอกว่าการฝึกทำข้อสอบเก่าและอ่านฎีกาสำคัญมาก มีเทคนิคการใช้สองสิ่งนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดยังไงบ้างคะ?

ตอบ: โอ๊ย! ข้อนี้โดนใจสุดๆ เลยค่ะ เพราะฉันเองก็พิสูจน์มาแล้วว่าการฝึกทำข้อสอบเก่าและอ่านฎีกาเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จจริงๆ ค่ะ สำหรับข้อสอบเก่าเนี่ย ไม่ใช่แค่ทำเพื่อหาคำตอบนะคะ แต่ต้องทำเพื่อ “จับทาง” ค่ะ ลองจับเวลาทำเหมือนอยู่ในสนามสอบจริง จากนั้นตรวจคำตอบแล้ววิเคราะห์เลยว่าเราตอบผิดตรงไหน ผิดเพราะอะไร เราเข้าใจประเด็นผิด หรือตกหล่นตรงไหนไปบ้าง การทำแบบนี้จะทำให้เราเห็นจุดอ่อนของตัวเอง และรู้ว่าข้อสอบชอบออกประเด็นไหน ออกลึกแค่ไหนค่ะ ส่วนฎีกาหรือคำพิพากษาฎีกาเนี่ย บอกเลยว่าคือ “คัมภีร์” ที่นักกฎหมายทุกคนต้องศึกษาค่ะ เทคนิคของฉันคือพยายามอ่านฎีกาที่เกี่ยวข้องกับมาตราที่เรากำลังอ่านอยู่ อ่านแล้วต้องพยายามทำความเข้าใจเหตุผลที่ศาลตัดสิน ไม่ใช่แค่จำตัวเลขฎีกาเฉยๆ นะคะ ลองเอามาตั้งเป็นคำถาม-คำตอบของตัวเองดู หรือลองสมมติสถานการณ์จริงแล้ววิเคราะห์ว่าถ้าเป็นเรา เราจะตอบเหมือนศาลไหม การทำแบบนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพการประยุกต์ใช้กฎหมายในสถานการณ์จริงได้อย่างลึกซึ้ง และทำให้เราสามารถยกฎีกามาอ้างอิงได้อย่างเป็นธรรมชาติในการตอบข้อสอบค่ะ ลองเอาไปปรับใช้ดูนะคะ รับรองว่าได้ผลแน่นอน!

ถาม: ตอนนี้มีคอร์สติวเนติฯ เยอะแยะไปหมดเลยค่ะ จำเป็นต้องลงคอร์สติวแพงๆ ไหมคะ หรืออ่านเองก็มีโอกาสสอบผ่านได้เหมือนกัน?

ตอบ: คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตเลยค่ะที่ฉันได้ยินบ่อยมากๆ และฉันก็เข้าใจดีว่าหลายคนคงกำลังลังเลอยู่แน่ๆ ค่ะ จากประสบการณ์ตรงของฉันที่เคยผ่านมาทั้งการเรียนพิเศษและอ่านเอง บอกเลยว่า “ไม่จำเป็นต้องลงคอร์สติวแพงๆ เสมอไปค่ะ” การสอบเนติฯ ขึ้นอยู่กับวินัยและความเข้าใจของเราเองเป็นหลักค่ะ ถ้าคุณเป็นคนที่มีวินัยสูง สามารถจัดตารางอ่านหนังสือเองได้ มีแหล่งข้อมูลที่เพียงพอ เช่น หนังสือ ตำรา ข้อสอบเก่า และที่สำคัญคือ “ตั้งใจจริง” การอ่านเองก็สามารถพาคุณไปถึงฝันได้แน่นอนค่ะ เพราะเนื้อหากฎหมายต่างๆ ก็มีอยู่ในตำรามาตรฐานอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องใช้เวลาทำความเข้าใจและสรุปประเด็นด้วยตัวเอง ข้อดีของการอ่านเองคือเราได้เรียนรู้ในสไตล์ของเราเอง และประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะเลยค่ะ แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการตัวช่วยในการจัดระเบียบความคิด ต้องการคนช่วยสรุปประเด็นยากๆ หรือต้องการแรงกระตุ้นและกำลังใจ การลงคอร์สติวก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีค่ะ เพราะอาจารย์จะช่วยย่อยเนื้อหาที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายขึ้น ชี้แนะประเด็นที่ออกข้อสอบบ่อยๆ และยังได้เพื่อนร่วมทางในการแลกเปลี่ยนความรู้ด้วยค่ะ สรุปคือ ไม่ว่าจะเลือกทางไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือความมุ่งมั่น ตั้งใจ และวินัยในการเตรียมตัวของคุณเองค่ะ เลือกเส้นทางที่เหมาะกับสไตล์การเรียนรู้และงบประมาณของคุณนะคะ แล้วเราจะไปถึงฝันพร้อมๆ กันค่ะ!

📚 อ้างอิง