สวัสดีครับ/ค่ะ เพื่อนๆ ชาวกฎหมายและผู้ที่กำลังก้าวเข้ามาในโลกแห่งกฎหมายอันทรงเกียรตินี้ ผม/ดิฉันเชื่อว่าหลายคนคงเคยคิดว่าการเป็นทนายความหรือนักกฎหมายนั้นคือการท่องจำมาตราต่างๆ ให้ขึ้นใจใช่ไหมครับ?
สมัยก่อนอาจจะจริงอยู่บ้าง แต่บอกตามตรงเลยว่ายุคนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปเร็วมากกกก จนบางทีเราตามแทบไม่ทันเลยทีเดียว จากประสบการณ์ทำงานจริงของผม/ดิฉันเอง ตลอดหลายปีที่ได้คลุกคลีอยู่ในวงการกฎหมาย ไม่ใช่แค่ความรู้ทางกฎหมายที่แน่นปึ้กเท่านั้นที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จ แต่ยังมี “ทักษะลับ” ที่หลายคนอาจมองข้ามไป ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในโลกยุคดิจิทัลที่ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในงานกฎหมายมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะการวิเคราะห์ข้อมูลคดี หรือแม้แต่การร่างเอกสารบางประเภท นี่คือความท้าทายที่เราต้องเรียนรู้และปรับตัว นอกจากนี้ เรื่องของ Soft Skills อย่างการสื่อสารที่ชัดเจน การเจรจาต่อรองอย่างมีชั้นเชิง การบริหารจัดการอารมณ์ภายใต้ความกดดัน และการเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกความ ก็สำคัญไม่แพ้ความรู้ทางเทคนิคเลยนะครับ เพราะสุดท้ายแล้ว เราทำงานกับ “คน” ไม่ใช่แค่ “กฎหมาย” เท่านั้น ผมเองก็เคยพลาดมาหลายครั้งกว่าจะเข้าใจจุดนี้ ถ้าไม่อยากเสียเวลาลองผิดลองถูกแบบผม ผมแนะนำให้เรามาเปิดโลกทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็นสำหรับนักกฎหมายมืออาชีพในยุคนี้กันดีกว่าครับ มาเจาะลึกไปพร้อมกันเลยครับ/ค่ะ ว่าทักษะสำคัญที่นักกฎหมายยุคใหม่ขาดไม่ได้มีอะไรบ้าง และจะฝึกฝนได้อย่างไร เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในอาชีพนี้
ถอดรหัสเทคโนโลยี: AI และ Legal Tech เพื่อนแท้ของนักกฎหมายยุคใหม่

รู้จัก AI และเครื่องมือ Legal Tech: เพื่อนคู่คิดไม่ใช่คู่แข่ง
เพื่อนๆ ครับ/ค่ะ สมัยนี้เราจะเห็นคำว่า AI และ Legal Tech กันบ่อยมาก จนบางคนอาจจะแอบหวั่นใจว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะมาแย่งงานเราหรือเปล่า? จากประสบการณ์ตรงของผม/ดิฉันเอง ต้องบอกเลยว่ามันไม่ใช่การแย่งงานครับ แต่มันคือการ “ยกระดับ” การทำงานของเราให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นต่างหาก!
ลองนึกภาพดูสิครับ สมัยก่อนเวลาเราต้องค้นหาข้อมูลคดีหรือฎีกาที่เกี่ยวข้อง ต้องใช้เวลาเป็นวันๆ บางทีเป็นสัปดาห์ แต่เดี๋ยวนี้มีเครื่องมือ Legal Tech ที่สามารถสแกนฐานข้อมูลกฎหมายขนาดมหึมา แล้วดึงข้อมูลที่เราต้องการมาให้ภายในเวลาไม่กี่นาที มันเหมือนเรามีผู้ช่วยส่วนตัวที่ฉลาดมากๆ คอยจัดการงานเอกสารหรืองานวิจัยเบื้องต้นให้เราได้เยอะเลยทีเดียว ซึ่งช่วยให้เรามีเวลาไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การวิเคราะห์เชิงลึก หรือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกความได้มากขึ้น ผมเองก็เคยลองใช้เครื่องมือบางตัวในการวิเคราะห์แนวโน้มคดี หรือหาจุดอ่อนจุดแข็งของคู่กรณี ต้องยอมรับเลยว่ามันช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมและวางกลยุทธ์ได้คมชัดกว่าเดิมเยอะเลยนะครับ ที่สำคัญคือเราต้องเปิดใจเรียนรู้และรู้จักเลือกใช้ให้ถูกงาน มันไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นพลังเสริมที่ทำให้นักกฎหมายแบบเราทำงานได้เร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และแม่นยำขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะครับ
การใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด: กุญแจไขคดีซับซ้อน
ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลมหาศาลอย่างทุกวันนี้ ความสามารถในการจัดการและใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จเลยนะครับ โดยเฉพาะในงานกฎหมายที่เราต้องเจอข้อมูลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลลูกความ ข้อมูลคู่กรณี หรือข้อมูลทางคดี ถ้าเราสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างชาญฉลาด เราก็จะสามารถมองเห็นความเชื่อมโยงที่ซ่อนอยู่ หรือแม้แต่คาดการณ์แนวโน้มของคดีได้ดีขึ้น จากที่ผมเคยเจอมา ลูกความบางคนมีข้อมูลเยอะมากกกก จนเราเองก็งงว่าจะเริ่มตรงไหนดี แต่พอเราเริ่มจัดระเบียบข้อมูล แยกแยะสิ่งที่สำคัญและไม่สำคัญออกไป ใช้เครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูล หรือแม้แต่สร้างภาพข้อมูล (data visualization) ขึ้นมา มันช่วยให้เราเข้าใจประเด็นที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ ไม่ใช่แค่การอ่านตัวเลขหรือเอกสารเท่านั้น แต่เป็นการ “ตีความ” ข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นกลยุทธ์ที่นำไปใช้ได้จริง ความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้แหละครับ คือสิ่งที่ AI ยังทำแทนเราไม่ได้ทั้งหมด มันคือทักษะที่ต้องอาศัยประสบการณ์ การสังเกต และสัญชาตญาณที่เราต้องฝึกฝน ผมเชื่อว่าถ้าเราฝึกฝนเรื่องนี้ให้เชี่ยวชาญ เราจะกลายเป็นนักกฎหมายที่มีคุณค่ามากๆ ในยุคที่ข้อมูลมีราคาแพงยิ่งกว่าทองคำเลยล่ะครับ
พลังแห่งการสื่อสาร: เข้าใจคน เข้าถึงใจ สร้างความไว้วางใจ
ฟังอย่างตั้งใจ: มากกว่าแค่ได้ยิน
เพื่อนๆ เคยไหมครับ เวลาคุยกับใครแล้วรู้สึกว่าเขาไม่ได้ฟังเราจริงๆ แค่ได้ยินเสียงเราเฉยๆ แต่ไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกหรือสิ่งที่ต้องการจะสื่อสารอย่างแท้จริง?
ในอาชีพนักกฎหมายของเรา การ “ฟังอย่างตั้งใจ” คือทักษะที่สำคัญมากๆ เลยนะครับ ผมเคยคิดว่าการเป็นนักกฎหมายที่ดีคือการพูดเก่งๆ อธิบายกฎหมายได้เก่งๆ แต่พอได้ทำงานจริง กลับพบว่าการเป็นผู้ฟังที่ดีต่างหากที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จ จากประสบการณ์ของผม ลูกความส่วนใหญ่มักจะมาหาเราพร้อมกับความกังวล ความกลัว และบางครั้งก็ความสับสน ถ้าเราแค่รีบอธิบายกฎหมายให้เขาฟังทันที โดยที่ยังไม่ได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมดจากใจจริงของเขา เราก็อาจจะพลาดประเด็นสำคัญไปได้เลยนะครับ บางทีสิ่งที่ลูกความต้องการไม่ใช่แค่คำแนะนำทางกฎหมายเท่านั้น แต่คือความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความรู้สึกว่ามีคนพร้อมที่จะอยู่ข้างเขา การฟังอย่างตั้งใจจะช่วยให้เราเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของลูกความได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทำให้เราสามารถให้คำแนะนำที่ตรงจุด และสร้างความไว้วางใจให้กับเขาได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมันสำคัญมากๆ เลยนะครับ เพราะสุดท้ายแล้วงานของเราคือการดูแล “คน” ไม่ใช่แค่ “คดี” เท่านั้น
พูดให้ชัดเจนและโน้มน้าวใจ: ศิลปะของการสื่อสาร
หลังจากที่เราฟังอย่างตั้งใจแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการ “พูด” ครับ การพูดในที่นี้ไม่ใช่แค่การเปล่งเสียงออกมานะครับ แต่มันคือศิลปะของการเลือกใช้คำ การเรียบเรียงความคิด และการนำเสนอข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและโน้มน้าวใจได้ ผมเคยมีประสบการณ์ที่ต้องอธิบายเรื่องกฎหมายที่ซับซ้อนมากๆ ให้ลูกความที่ไม่มีพื้นฐานกฎหมายเลยฟัง กว่าจะหาคำง่ายๆ มาอธิบายให้เขาเข้าใจได้ ผมต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่นานเลยครับ บางทีเราคิดว่าเราอธิบายดีแล้ว แต่ลูกความกลับงงกว่าเดิมก็มี นั่นแสดงว่าเรายังถ่ายทอดได้ไม่ดีพอ ทักษะนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนบ่อยๆ ครับ ทั้งการฝึกพูดต่อหน้ากระจก การอัดเสียงตัวเองฟัง หรือแม้แต่การลองอธิบายเรื่องยากๆ ให้คนใกล้ตัวฟัง เพื่อดูว่าเขาเข้าใจไหม นอกจากนี้ การพูดอย่างมีชั้นเชิง การรู้จักใช้โทนเสียง สีหน้า แววตา และภาษากาย ก็มีส่วนช่วยในการโน้มน้าวใจได้อย่างมากนะครับ การที่เราสามารถสื่อสารแนวคิดทางกฎหมายที่ซับซ้อนให้ผู้พิพากษา คณะลูกขุน หรือแม้แต่คู่กรณีเข้าใจและคล้อยตามได้ นั่นแหละครับคือพลังที่แท้จริงของนักกฎหมายมืออาชีพ ไม่ใช่แค่พูดได้ แต่ต้องพูดให้คน “เชื่อ” และ “เข้าใจ” ในสิ่งที่เราต้องการจะสื่อสารครับ
ศิลปะแห่งการเจรจาต่อรอง: สร้างสรรค์ทางออกที่เป็นประโยชน์สูงสุด
กลยุทธ์การเจรจา: เตรียมพร้อมก่อนลงสนามจริง
หลายคนอาจจะมองว่าการเจรจาต่อรองคือการเผชิญหน้าเพื่อเอาชนะ ซึ่งจริงๆ แล้วมันอาจจะไม่ใช่เสมอไปนะครับ สำหรับผม/ดิฉัน การเจรจาต่อรองคือศิลปะของการหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายพอใจ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือการหาทางออกที่ลดความเสียหายให้กับลูกความของเราได้มากที่สุด ก่อนที่เราจะก้าวเข้าสู่โต๊ะเจรจา ผมจะใช้เวลาเตรียมตัวเยอะมากกกก ไม่ใช่แค่เตรียมข้อมูลข้อเท็จจริงทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการวิเคราะห์คู่กรณี ทำความเข้าใจเป้าหมาย ความต้องการ และจุดอ่อนจุดแข็งของเขาด้วยครับ ผมจำได้ว่ามีครั้งหนึ่งที่ผมต้องเจรจาในคดีที่ซับซ้อนมากๆ คู่กรณีก็เป็นบริษัทใหญ่ที่มีทนายเก่งๆ หลายคน ผมรู้เลยว่าถ้าผมเตรียมตัวไม่ดีพอ โอกาสที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีมันยากมาก ผมวางแผนกลยุทธ์การเจรจาอย่างละเอียด ตั้งแต่จุดประสงค์สูงสุด จุดประสงค์รอง ไปจนถึงทางเลือกสำรองต่างๆ เมื่อต้องเผชิญหน้าจริงๆ เราจะได้ไม่ตื่นตระหนก และมีแผนรองรับเสมอ การเตรียมตัวที่ดีไม่ได้หมายถึงการชนะขาดลอย แต่คือการที่เราควบคุมสถานการณ์และเดินเกมได้ตามที่เราต้องการครับ การรู้ว่าเมื่อไหร่ควรแข็ง เมื่อไหร่ควรอ่อน เมื่อไหร่ควรประนีประนอม คือหัวใจสำคัญของนักเจรจาที่ดีครับ
สร้างสถานการณ์ Win-Win: ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
การเจรจาที่ดีที่สุดไม่ใช่การที่ฝ่ายหนึ่งชนะ อีกฝ่ายหนึ่งแพ้นะครับ แต่คือการที่ทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองได้รับประโยชน์ หรืออย่างน้อยก็ไม่เสียเปรียบมากจนเกินไป ผมเรียกมันว่าสถานการณ์ “Win-Win” หรือ “Win-Win-Some” ครับ มันคือการหาทางออกที่ยั่งยืน ที่ไม่สร้างความขัดแย้งต่อเนื่องหลังจากเจรจาสำเร็จ ผมเคยเจอกับสถานการณ์ที่คู่กรณีต่างฝ่ายต่างก็แข็งกร้าว ไม่ยอมกันเลย สุดท้ายคดีก็ยืดเยื้อ เสียเวลา เสียเงินไปมากมาย ทั้งที่จริงๆ แล้วถ้าทั้งสองฝ่ายยอมถอยคนละก้าว หาจุดที่ยอมรับร่วมกันได้ ผลลัพธ์อาจจะดีกว่ามากก็ได้ การสร้างสถานการณ์ Win-Win ต้องอาศัยทักษะการฟังอย่างเข้าใจ เพื่อให้รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรจริงๆ แล้วนำมาผสมผสานกับความต้องการของลูกความเรา เพื่อหาทางออกที่สร้างสรรค์ บางครั้งอาจจะไม่ใช่เรื่องเงินเสมอไป แต่อาจจะเป็นเรื่องของชื่อเสียง ความสัมพันธ์ในระยะยาว หรือแม้แต่การยุติความขัดแย้งทางใจ การที่เราสามารถช่วยลูกความให้บรรลุผลลัพธ์ที่ทุกคนพอใจได้ ถือเป็นความสำเร็จที่น่าภูมิใจอย่างยิ่งในอาชีพนักกฎหมายนะครับ มันไม่ใช่แค่การพิสูจน์ความสามารถของเรา แต่ยังเป็นการสร้างสันติสุขให้กับสังคมเล็กๆ อีกด้วย
การบริหารจัดการอารมณ์และแรงกดดัน: หัวใจของนักกฎหมายมืออาชีพ
รับมือกับความเครียด: วิธีส่วนตัวที่เวิร์คจริง
เพื่อนๆ ที่เป็นนักกฎหมายคงจะรู้ดีว่าอาชีพของเรานั้นเต็มไปด้วยความเครียดและความกดดันใช่มั้ยครับ? ทั้งจากคดีที่ซับซ้อน ลูกความที่คาดหวังสูง หรือแม้แต่กำหนดส่งงานที่เร่งรีบ ผมเองก็เคยมีช่วงที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะระเบิดกับความเครียดเหล่านี้เหมือนกันครับ แต่พอได้ลองปรับตัวและหาวิธีจัดการกับมัน ผมก็พบว่ามันมีวิธีรับมืออยู่เหมือนกันนะ สิ่งที่ผมมักจะทำเวลาเครียดมากๆ คือการพักเบรกสั้นๆ ออกไปเดินเล่นรอบออฟฟิศ หรือจิบกาแฟสบายๆ สักแก้ว การได้ขยับร่างกายหรือเปลี่ยนบรรยากาศช่วยให้สมองปลอดโปร่งขึ้นเยอะเลยครับ บางคนอาจจะชอบฟังเพลง ออกกำลังกาย หรือแม้แต่นั่งสมาธิ การหาวิธีผ่อนคลายที่เหมาะกับตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมากครับ เพราะถ้าเราปล่อยให้ความเครียดสะสมไปเรื่อยๆ มันจะส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพกายและใจของเรา และแน่นอนว่ามันจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของเราด้วยนะครับ จำไว้นะครับว่าเราเป็นมนุษย์ ไม่ใช่หุ่นยนต์ การดูแลสุขภาพจิตของเราก็สำคัญไม่แพ้ความรู้ทางกฎหมายเลยครับ
รักษาสมดุลชีวิตการทำงาน: เพื่อสุขภาพกายใจที่ดี
นอกจากจะรับมือกับความเครียดได้ดีแล้ว การรักษาสมดุลระหว่างชีวิตการทำงาน (Work-Life Balance) กับชีวิตส่วนตัวก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันเลยนะครับ ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเคยติดอยู่ในวังวนของการทำงานหนักจนลืมดูแลตัวเองหรือคนรอบข้างไปเลยใช่มั้ยครับ ผมเองก็เคยเป็นครับ ทำงานจนลืมเวลา พักผ่อนไม่พอ จนบางทีก็รู้สึกเหนื่อยล้าไปหมด แต่หลังจากที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ ผมพบว่าการจัดสรรเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ การรู้จักปฏิเสธงานบางอย่างบ้าง (ถ้ามันเกินกำลังของเราจริงๆ) และการให้เวลากับกิจกรรมที่เราชอบหรือกับคนที่เรารัก เป็นสิ่งจำเป็นมากครับ มันไม่ใช่แค่การทำงานให้เสร็จไปวันๆ นะครับ แต่คือการสร้างชีวิตที่มีความสุขและยั่งยืน การที่เรามีพลังงานเต็มที่ มีสุขภาพกายใจที่แข็งแรง จะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการทำงานของเราในระยะยาวด้วยนะครับ ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้าเราทำงานด้วยร่างกายที่อ่อนล้า สมองที่ไม่ปลอดโปร่ง เราจะทำงานได้ดีได้อย่างไรจริงไหม?
การดูแลตัวเองคือการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับการทำงานที่ดีในอนาคตครับ
สร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์: ประตูสู่โอกาสใหม่ๆ
ลงทุนในความสัมพันธ์: สร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่ง
ในโลกของการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายอาชีพนักกฎหมาย การมีเครือข่ายที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องของ “คอนเนกชัน” เท่านั้นนะครับ แต่มันคือการลงทุนในความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน ซึ่งจะนำมาซึ่งโอกาสและความช่วยเหลือที่ไม่คาดฝันได้เสมอ ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนอาจจะคิดว่างานของเราคือการอยู่กับเอกสารและคดีความ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมอาชีพ ลูกความ หรือแม้แต่คู่กรณี ก็เป็นสิ่งสำคัญมากๆ ครับ จากประสบการณ์ของผมเอง ผมได้เรียนรู้ว่าการที่เรามีเพื่อนร่วมงานที่ดี มีพี่ๆ น้องๆ ในวงการคอยให้คำปรึกษา หรือแม้แต่การมีเครือข่ายทนายความจากสำนักงานอื่นที่พร้อมจะส่งงานมาให้เมื่อมีโอกาส เป็นสิ่งที่มีค่ามาก การสร้างความสัมพันธ์เหล่านี้ไม่ได้หมายถึงการไปขอความช่วยเหลืออย่างเดียว แต่มันคือการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ยิ่งเราให้มากเท่าไหร่ เราก็จะได้รับกลับมามากเท่านั้น การสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งจะช่วยให้เราก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้ง่ายขึ้น และเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เราอาจไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลยครับ
การปรากฏตัวในสังคม: สร้างแบรนด์ส่วนตัว

การสร้างแบรนด์ส่วนตัว (Personal Branding) ในยุคนี้ไม่ใช่แค่ดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์เท่านั้นนะครับ นักกฎหมายอย่างเราก็สามารถสร้างแบรนด์ส่วนตัวได้เหมือนกัน!
มันคือการที่เราแสดงออกถึงความเป็นมืออาชีพ ความเชี่ยวชาญ และคุณค่าที่เรายึดมั่น ให้คนภายนอกได้รับรู้ การเข้าร่วมสัมมนาวิชาการ การเป็นวิทยากร การเขียนบทความทางกฎหมาย หรือแม้แต่การเป็นที่ปรึกษาในช่องทางออนไลน์ต่างๆ ล้วนเป็นการสร้างโอกาสให้เราได้แสดงความรู้ความสามารถและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเองครับ ผมเองก็เคยได้รับเชิญไปบรรยายในหัวข้อที่ผมเชี่ยวชาญ ทำให้ผมได้รู้จักกับคนใหม่ๆ และเปิดโอกาสให้ผมได้เรียนรู้จากมุมมองที่แตกต่างออกไป การปรากฏตัวในสังคมอย่างสม่ำเสมอและในเชิงบวก จะช่วยให้เราเป็นที่รู้จัก เป็นที่จดจำ และเมื่อคนนึกถึงทนายความที่เชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง ชื่อของเราก็จะผุดขึ้นมาในใจของพวกเขาเป็นอันดับแรกๆ นั่นแหละครับคือพลังของการสร้างแบรนด์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ใช้เงินทองมากมาย แต่ใช้ความพยายามและความตั้งใจในการสร้างคุณค่าให้กับตัวเองและวงการวิชาชีพของเราครับ
การเรียนรู้ตลอดชีวิต: กุญแจสู่ความก้าวหน้าไม่รู้จบ
ตามทันกฎหมายที่เปลี่ยนแปลง: ไม่หยุดนิ่งคือไม่ถอยหลัง
โลกเราหมุนเร็วขึ้นทุกวัน กฎหมายก็เช่นกันครับ ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ ทุกคนคงเคยเจอสถานการณ์ที่กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับใหม่ๆ ออกมาอย่างรวดเร็วจนบางทีเราตามแทบไม่ทันเลยใช่มั้ยครับ ในฐานะนักกฎหมายมืออาชีพ การ “เรียนรู้ตลอดชีวิต” จึงเป็นสิ่งที่เราต้องยึดมั่นไว้เสมอ จากประสบการณ์ของผม/ดิฉันเอง การที่เราหยุดเรียนรู้เมื่อไหร่ นั่นคือการที่เราเริ่มถอยหลังไปแล้วเมื่อนั้นครับ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านข่าวสารกฎหมายใหม่ๆ การเข้าร่วมสัมมนา หรือแม้แต่การแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนร่วมอาชีพ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราตามทันการเปลี่ยนแปลง และสามารถให้คำแนะนำลูกความได้อย่างถูกต้องและทันสมัย ผมจำได้ว่าสมัยก่อนตอนที่กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพิ่งเริ่มเข้ามาใหม่ๆ มีหลายคนที่ไม่ให้ความสนใจเท่าไหร่ แต่คนที่เปิดใจเรียนรู้และศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง กลับกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ มากมายเลยทีเดียวครับ นี่เป็นบทเรียนสำคัญที่บอกเราว่า การไม่หยุดเรียนรู้คือการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอน และทำให้เรายังคงเป็นนักกฎหมายที่มีคุณค่าอยู่เสมอครับ
พัฒนาทักษะใหม่ๆ: เปิดรับสิ่งท้าทาย
นอกจากการตามทันกฎหมายแล้ว การพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากขอบเขตของกฎหมายโดยตรงก็เป็นสิ่งสำคัญนะครับ เช่น ทักษะด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการ โซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่ภาษาต่างประเทศ ผมเชื่อว่าทักษะเหล่านี้จะช่วยเสริมให้เราเป็นนักกฎหมายที่ “รอบรู้” และมีมิติมากขึ้น จากที่ผมสังเกตมา นักกฎหมายที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้ มักจะไม่ใช่แค่คนที่เก่งกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นคนที่สามารถปรับตัว เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และนำทักษะเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับงานกฎหมายได้อย่างชาญฉลาดอีกด้วยครับ ผมเองก็กำลังพยายามเรียนรู้เรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลและการใช้เครื่องมือ AI เบื้องต้น ซึ่งผมมองว่ามันจะช่วยให้ผมทำงานได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเปิดรับสิ่งท้าทายใหม่ๆ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะครับ แต่มันคือการเปิดประตูสู่การเติบโตและพัฒนาตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้เราไม่เป็นเพียงแค่นักกฎหมายที่ “ทำตามหน้าที่” แต่เป็นนักกฎหมายที่ “สร้างคุณค่า” และ “นำเทรนด์” ในวงการเลยทีเดียวครับ
ความเข้าใจธุรกิจและเศรษฐกิจ: มองกฎหมายในบริบทที่กว้างขึ้น
กฎหมายไม่ใช่แค่ตัวบท: สู่โลกธุรกิจจริง
ในฐานะนักกฎหมาย เรามักจะถูกสอนให้ยึดมั่นในตัวบทกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้องครับ แต่จากประสบการณ์ตรงของผม/ดิฉันเอง ผมพบว่ากฎหมายนั้นไม่ได้อยู่แยกขาดจากโลกแห่งความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกธุรกิจและเศรษฐกิจ การที่เราจะให้คำปรึกษาทางกฎหมายที่ดีที่สุดแก่ลูกความได้ เราต้องเข้าใจบริบททางธุรกิจของพวกเขาด้วยครับ เช่น ธุรกิจของลูกความกำลังเผชิญกับอะไรอยู่ ตลาดเป็นอย่างไร คู่แข่งเป็นใคร หรือแม้แต่เป้าหมายทางธุรกิจของพวกเขาคืออะไร ผมจำได้ว่าเคยมีลูกความที่เป็นเจ้าของสตาร์ทอัพมาปรึกษาเรื่องสัญญาธุรกิจ ถ้าผมมัวแต่ท่องตัวบทกฎหมายอย่างเดียว โดยไม่เข้าใจโมเดลธุรกิจ หรือความต้องการของสตาร์ทอัพที่เน้นความรวดเร็วและความยืดหยุ่น ผมก็อาจจะให้คำแนะนำที่ไม่ตรงจุดได้เลย การที่เราเข้าใจโลกธุรกิจ จะช่วยให้เราสามารถมองเห็นปัญหาและเสนอทางออกทางกฎหมายที่ไม่ใช่แค่ “ถูกกฎหมาย” แต่ยัง “ใช้ได้จริง” และ “เป็นประโยชน์” ต่อธุรกิจของลูกความได้อย่างแท้จริงครับ
สร้างมูลค่าเพิ่มให้ลูกความ: Beyond Legal Advice
นักกฎหมายในยุคนี้ ไม่ได้เป็นแค่ผู้ให้คำแนะนำทางกฎหมายเท่านั้นนะครับ แต่เราต้องก้าวไปอีกขั้น เพื่อสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับลูกความของเรา จากประสบการณ์ของผมเอง ผมพบว่าลูกความไม่ได้ต้องการแค่คำตอบว่า “ทำได้หรือไม่” หรือ “ถูกหรือผิด” เท่านั้น แต่พวกเขามักจะมองหา “ทางออก” ที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของพวกเขามากที่สุด ผมเคยพยายามทำความเข้าใจธุรกิจของลูกความอย่างลึกซึ้ง จนบางครั้งผมสามารถเสนอแนวคิดหรือกลยุทธ์ที่แม้จะไม่ใช่เรื่องกฎหมายโดยตรง แต่กลับเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการดำเนินธุรกิจของพวกเขา ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นแค่ทนายความ แต่เป็นเหมือน “หุ้นส่วนทางธุรกิจ” ที่พร้อมจะคิดและเติบโตไปพร้อมกับพวกเขา นั่นคือสิ่งที่สร้างความแตกต่างและทำให้ลูกความรู้สึกประทับใจ การที่เรามีความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจ การเงิน หรือแม้แต่การตลาด จะช่วยให้เราสามารถเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน และให้คำแนะนำที่ครอบคลุมมากกว่าแค่เรื่องกฎหมาย ทำให้เรากลายเป็นนักกฎหมายที่มีคุณค่าและเป็นที่ปรึกษาที่ลูกความไว้วางใจในระยะยาวครับ
ทักษะนอกตำรา: การบริหารจัดการเวลาและโครงการ
จัดระเบียบงานให้เป็นระบบ: หมดปัญหาเรื่องงานด่วน งานค้าง
เพื่อนๆ ครับ/ค่ะ นักกฎหมายอย่างเรานี่งานเยอะจริงๆ นะครับ บางวันมีหลายคดี หลายนัด หลายเอกสารที่ต้องจัดการพร้อมๆ กัน ถ้าเราไม่มีระบบการจัดการที่ดี รับรองว่ามีหลุด มีลืมแน่นอนครับ จากที่ผมเคยลองผิดลองถูกมาหลายวิธี ผมพบว่าการจัดระเบียบงานให้เป็นระบบคือหัวใจสำคัญเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ปฏิทินออนไลน์ การใช้แอปพลิเคชันช่วยจัดตารางงาน หรือแม้แต่การทำ To-Do List อย่างสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผมเห็นภาพรวมของงานทั้งหมด รู้ว่าอะไรสำคัญ อะไรเร่งด่วน และควรจัดลำดับความสำคัญอย่างไร ผมจำได้ว่าตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ผมเคยสับสนกับเอกสารกองโต จนบางทีหาเอกสารสำคัญไม่เจอ ทำให้เสียเวลาและเสียความน่าเชื่อถือไปเลยก็มี แต่พอเรามีระบบการจัดเก็บเอกสารที่ดี ทั้งแบบดิจิทัลและแบบกระดาษ การทำงานก็ราบรื่นขึ้นเยอะเลยครับ การจัดระเบียบไม่ใช่แค่การทำให้โต๊ะทำงานเป็นระเบียบนะครับ แต่มันคือการจัดระเบียบความคิดของเรา เพื่อให้เราทำงานได้อย่างมีสติและมีประสิทธิภาพที่สุดครับ
เทคนิคการบริหารโครงการกฎหมาย: ก้าวสู่การเป็นผู้นำ
ในหลายๆ ครั้ง งานกฎหมายของเราก็เหมือนกับการบริหารจัดการโครงการใหญ่ๆ เลยนะครับ โดยเฉพาะเมื่อเราต้องทำงานร่วมกับทีม หรือต้องดูแลคดีที่มีหลายขั้นตอนซับซ้อน ทักษะการบริหารจัดการโครงการ (Project Management) จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในยุคนี้ครับ มันไม่ใช่แค่การดูแลงานตัวเองให้เสร็จ แต่คือการวางแผน การจัดสรรทรัพยากร การติดตามความคืบหน้า และการสื่อสารกับทีมเพื่อให้งานทั้งหมดดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมาย ผมเองก็เคยได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทีมดูแลคดีใหญ่ๆ ที่ต้องประสานงานกับหลายฝ่าย ทั้งลูกความ ทนายความร่วม ศาล และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ถ้าไม่มีความรู้เรื่อง Project Management เลย บอกเลยว่ามึนตึบแน่นอนครับ การเรียนรู้เรื่องการกำหนดขอบเขตงาน การประเมินความเสี่ยง และการบริหารจัดการเวลาในแต่ละขั้นตอน ช่วยให้เราสามารถนำทีมไปสู่ความสำเร็จได้ ซึ่งทักษะเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้งานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยพัฒนาความเป็นผู้นำในตัวเรา และเปิดโอกาสให้เราได้รับความไว้วางใจในบทบาทที่สำคัญมากขึ้นในอนาคตด้วยนะครับ
| ทักษะที่นักกฎหมายยุคใหม่ควรมี | นักกฎหมายแบบดั้งเดิมมักจะเน้น | ประโยชน์สำหรับนักกฎหมาย |
|---|---|---|
| ความเข้าใจ AI และ Legal Tech | การท่องจำตัวบทกฎหมาย | เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน, ค้นคว้าข้อมูลเร็วขึ้น |
| การสื่อสารและโน้มน้าวใจ | การนำเสนอข้อเท็จจริงแบบตรงไปตรงมา | สร้างความไว้วางใจ, เข้าใจปัญหาลูกความลึกซึ้ง |
| การเจรจาต่อรองเชิงสร้างสรรค์ | การเอาชนะคดีเป็นหลัก | สร้างทางออก Win-Win, ลดความขัดแย้งระยะยาว |
| การบริหารจัดการอารมณ์และเวลา | การทำงานหนักโดยไม่จำกัดเวลา | ลดความเครียด, เพิ่มคุณภาพชีวิต, ประสิทธิภาพงานสูงขึ้น |
| ความเข้าใจธุรกิจและเศรษฐกิจ | การตีความกฎหมายตามตัวอักษร | ให้คำปรึกษาที่ใช้ได้จริง, สร้างมูลค่าเพิ่มให้ลูกความ |
สรุปส่งท้าย
เพื่อนๆ นักกฎหมายที่รักครับ/ค่ะ ตลอดการเดินทางที่เราได้สำรวจทักษะต่างๆ ที่จำเป็นในยุคนี้ ผมหวังว่าทุกคนคงจะได้เห็นภาพชัดเจนขึ้นนะครับว่าโลกของเราเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วแค่ไหน และอาชีพนักกฎหมายก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่อีกต่อไปแล้ว จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง ผมเชื่อเสมอว่าการที่เราเปิดใจเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราไม่เพียงแค่เอาตัวรอด แต่ยังเติบโตและสร้างคุณค่าให้กับวงการได้มากขึ้นด้วยครับ อย่ากลัวที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone ลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ พัฒนาทักษะที่ไม่เคยมี หรือแม้แต่สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ไม่เคยคิดถึง เพราะสิ่งเหล่านี้แหละครับที่จะช่วยจุดประกายให้เราเป็นนักกฎหมายที่เก่งกาจ รอบรู้ และเป็นที่พึ่งให้กับลูกความได้อย่างแท้จริงในยุคที่เต็มไปด้วยความท้าทายนี้ แล้วเจอกันใหม่ในโพสต์หน้าครับ!
เกร็ดความรู้คู่ใจนักกฎหมายยุคใหม่
1. อย่ามอง AI และ Legal Tech เป็นศัตรู แต่จงมองเป็นผู้ช่วยที่จะมายกระดับประสิทธิภาพการทำงานของเราให้เหนือชั้นกว่าเดิม ลองศึกษาและนำมาปรับใช้กับงานที่ทำดูนะครับ.
2. การสื่อสารไม่ใช่แค่การพูดให้เก่ง แต่คือการฟังอย่างตั้งใจ เพื่อเข้าถึงปัญหาและความรู้สึกที่แท้จริงของลูกความ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและสร้างความไว้วางใจ.
3. ในการเจรจาต่อรอง ให้ตั้งเป้าหมายไปที่ผลลัพธ์แบบ Win-Win หรือ Win-Win-Some เสมอ เพราะจะนำมาซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีและความยั่งยืนในระยะยาว.
4. อย่าลืมดูแลสุขภาพกายและใจให้ดี จัดสรรเวลา Work-Life Balance ให้เหมาะสม เพราะความเครียดที่สะสมจะส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพในการทำงานของเราอย่างแน่นอน.
5. เปิดรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายใหม่ๆ ทักษะทางธุรกิจ หรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้เราเป็นนักกฎหมายที่ทันสมัยและมีคุณค่าอยู่เสมอ.
ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ
ในฐานะนักกฎหมายยุคใหม่ การที่เราจะประสบความสำเร็จและยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ทางกฎหมายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้วครับ เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับว่าในโลกที่ทุกอย่างหมุนไปเร็วขนาดนี้ ถ้าเราไม่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีอย่าง AI หรือ Legal Tech ที่เข้ามาช่วยให้เราทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น หรือแม้แต่ทักษะการสื่อสาร การเจรจาต่อรอง การบริหารจัดการอารมณ์ และความเข้าใจในบริบททางธุรกิจ เราก็อาจจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้เลยนะครับ จากประสบการณ์ตรงของผม สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างและเป็นที่ต้องการคือ “ความเป็นมนุษย์” ที่สามารถเชื่อมโยงความรู้ กฎหมาย และความเข้าใจในผู้คนเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว การดูแลตัวเองให้มีสมดุลที่ดี การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง และการไม่หยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คือหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนเราให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไม่หยุดยั้ง เพราะสุดท้ายแล้ว อาชีพนักกฎหมายคืออาชีพที่ต้องอาศัยทั้งสมอง หัวใจ และจิตวิญญาณในการสร้างความยุติธรรมให้กับสังคม การที่เราพัฒนาตัวเองในทุกมิติ จะทำให้เราเป็นนักกฎหมายที่ครบเครื่อง และเป็นที่พึ่งที่แท้จริงให้กับลูกความได้อย่างยั่งยืนครับ ผม/ดิฉันเชื่อมั่นว่าถ้าเราทุกคนเปิดใจและลงมือทำ เราจะสามารถนำพาตัวเองและวงการกฎหมายไปสู่ยุคใหม่ที่สดใสได้อย่างแน่นอน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: AI เข้ามามีบทบาทในงานกฎหมายมากขึ้นขนาดนี้ แล้วนักกฎหมายอย่างเราจะรับมือยังไงดีครับ/คะ มันเป็นภัยคุกคามหรือโอกาสกันแน่?
ตอบ: โอ้โห! คำถามนี้โดนใจผมมากเลยครับ เพราะผมเองก็เคยนอนไม่หลับ คิดมากกับเรื่อง AI อยู่พักใหญ่เหมือนกันนะ เอาจริง ๆ แล้วผมบอกเลยว่า AI ไม่ใช่ภัยคุกคามโดยตรงหรอกครับ แต่มันคือ “ผู้ช่วยคนเก่ง” ที่เราต้องเรียนรู้ที่จะใช้ให้เป็นต่างหากล่ะ!
จากที่ผมได้ลองใช้และเห็นเพื่อนร่วมงานหลายคนเริ่มนำ AI มาประยุกต์ใช้ในสำนักงานกฎหมาย ผมกล้าพูดเลยว่ามันช่วยประหยัดเวลาในการทำงานที่ซ้ำซ้อนได้เยอะมาก อย่างการค้นคว้าข้อมูลกฎหมายคดีเก่า ๆ หรือการอ่านและสรุปเอกสารจำนวนมหาศาล คือปกติเราต้องใช้เวลาเป็นวัน ๆ แต่ AI ทำได้ในเวลาไม่กี่นาที นั่นหมายความว่าเรามีเวลาเหลือเฟือที่จะไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การวิเคราะห์เชิงลึก การสร้างกลยุทธ์ หรือที่สำคัญที่สุดคือ “การสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจกับลูกความ” ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังทำแทนเราไม่ได้ครับ คิดดูสิครับว่าถ้าเราเอาเวลาที่ต้องนั่งงมกับเอกสาร มาคุยกับลูกความให้มากขึ้น เข้าใจความต้องการของเขาได้ลึกซึ้งขึ้น มันจะดีแค่ไหน?
มันคือโอกาสทองที่เราจะยกระดับงานบริการและสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาของลูกความได้มากขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยนะ ผมเคยมีลูกความท่านหนึ่งบอกว่าที่เขาประทับใจผม ไม่ใช่แค่ชนะคดี แต่เพราะผมรับฟังและเข้าใจความรู้สึกของเขา เหมือนมีที่ปรึกษามากกว่าแค่ทนาย ซึ่งผมว่าตรงนี้แหละคือจุดแข็งที่ AI ไม่มีทางลอกเลียนแบบเราได้ครับ
ถาม: ทักษะ Soft Skills ที่คุณพูดถึงนี่มันคืออะไรกันแน่ครับ/คะ แล้วมันจะช่วยให้เราได้ลูกความมากขึ้นและชนะคดีได้ยังไงในทางปฏิบัติ?
ตอบ: สุดยอดคำถามเลยครับ! ผมจะเล่าให้ฟังจากประสบการณ์ตรงเลยนะว่า Soft Skills นี่แหละคือ “หัวใจ” ที่จะทำให้คุณแตกต่างและโดดเด่นในโลกกฎหมายยุคใหม่ ลองนึกภาพตามผมนะครับ ลูกความส่วนใหญ่ไม่ได้มาหาเราตอนที่เขามีความสุขหรอกจริงไหมครับ?
ส่วนใหญ่คือมาด้วยความทุกข์ ความกังวล ความสับสน บางครั้งก็โมโห ทักษะอย่าง “การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ” ไม่ใช่แค่พูดเก่งนะ แต่มันคือการ “ฟัง” อย่างตั้งใจ เพื่อเข้าใจปัญหาและความรู้สึกที่แท้จริงของลูกความให้ได้ก่อน ไม่ใช่แค่ฟังคำพูดนะ แต่ต้องจับน้ำเสียง สีหน้า ท่าทางด้วย ผมเคยเจอเคสหนึ่งที่ลูกความพูดวนไปวนมา ฟังดูเหมือนซับซ้อน แต่พอผมใช้ทักษะการฟังอย่างเข้าใจ ตั้งคำถามที่ใช่ เขาก็เล่าความจริงทั้งหมดออกมา จนเราสามารถหาทางออกที่ดีที่สุดให้เขาได้ ซึ่งถ้าเรามัวแต่ใช้ภาษาเทคนิคทางกฎหมายอย่างเดียว ลูกความก็อาจจะยิ่งสับสนและไม่ไว้ใจเราได้นะครับอีกอย่างคือ “ทักษะการเจรจาต่อรอง” อันนี้สำคัญมาก ๆ ไม่ใช่แค่ในศาลนะ แต่ในการไกล่เกลี่ย การประนีประนอม คือมันเป็นงานที่เราต้องทำให้ทุกฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกันให้ได้ แล้ว “การบริหารจัดการอารมณ์” นี่ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะงานกฎหมายมันเครียดและกดดัน บางครั้งก็ต้องเจอคนที่ไม่ค่อยมีเหตุผล การที่เรานิ่งและคุมอารมณ์ได้ จะช่วยให้เราคิดวิเคราะห์ได้เฉียบคมขึ้น และสร้างความมั่นใจให้ลูกความได้ด้วย ส่วนเรื่อง “ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)” นี่แหละครับ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ลูกความรู้สึกว่าเราอยู่ข้างเขาจริง ๆ ไม่ใช่แค่คนทำคดี ผมเคยเห็นมาหลายเคสแล้วนะว่าการที่เราเข้าใจความรู้สึกของลูกความอย่างแท้จริง ทำให้เขาเปิดใจและร่วมมือกับเราอย่างเต็มที่ ซึ่งสุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ทำให้ลูกความประทับใจจนบอกต่อ (Word-of-mouth marketing ชั้นดีเลยนะ!) แต่ยังส่งผลดีต่อผลลัพธ์ของคดีโดยตรงด้วย เพราะเมื่อลูกความไว้ใจและร่วมมือดี ทุกอย่างก็ราบรื่นขึ้นเยอะเลยครับ
ถาม: ในฐานะนักกฎหมายที่เวลาก็แทบไม่มี จะเริ่มต้นพัฒนาทักษะใหม่ๆ เหล่านี้ได้ยังไงโดยที่ไม่ต้องทิ้งงานประจำที่ก็ยุ่งจะแย่อยู่แล้วครับ/คะ?
ตอบ: เข้าใจเลยครับว่านักกฎหมายอย่างเรา ๆ เวลามันหายากยิ่งกว่าทองคำอีกจริงไหมครับ? ผมเองก็เคยคิดแบบนั้น แต่หลังจากที่ได้ลองผิดลองถูก ผมค้นพบว่าการพัฒนาทักษะเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากมายมหาศาลหรอกครับ เริ่มจาก “การจัดสรรเวลาเล็ก ๆ น้อย ๆ” ในแต่ละวันก็พอแล้วครับ ลองดูนะ:1.
เริ่มจากการ “สังเกต” และ “ฝึกฝน” ในชีวิตประจำวัน: แทนที่จะมองข้าม ลองตั้งใจฟังเวลาเพื่อนร่วมงานหรือลูกความพูดกับเราให้มากขึ้น ลองจับประเด็น ฝึกถามคำถามปลายเปิดเพื่อกระตุ้นให้คนอื่นได้เล่าเรื่องราวออกมาให้มากที่สุด ผมทำแบบนี้แค่ 10-15 นาทีต่อวัน มันช่วยพัฒนาทักษะการฟังและการสื่อสารได้ดีมากเลยนะ
2.
เรียนรู้จากแหล่งข้อมูลออนไลน์: เดี๋ยวนี้มีคอร์สออนไลน์ดี ๆ เยอะมากครับ ทั้งฟรีและเสียเงิน ลองหาคอร์สสั้น ๆ เกี่ยวกับ “การสื่อสารเพื่อการเจรจาต่อรอง” “EQ for Professionals” หรือ “Introduction to Legal Tech” ดูสิครับ ผมชอบที่จะใช้เวลาช่วงเดินทางกลับบ้าน หรือช่วงพักกลางวัน ดูคลิปสั้น ๆ หรืออ่านบทความจากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ มันเหมือนการเติมพลังสมองทีละนิด
3.
หาโอกาส “ทดลองใช้” จริง: พอได้เรียนรู้อะไรมา อย่าเก็บไว้ครับ ลองเอาไปใช้จริงเลย อาจจะเริ่มจากเคสเล็ก ๆ ในสำนักงาน หรือลองเสนอความคิดเห็นในการประชุม ผมเคยมีโอกาสได้ช่วยรุ่นน้องร่างเอกสารทางกฎหมายโดยใช้ AI ช่วย ตอนแรกก็งง ๆ นะ แต่พอทำไปเรื่อย ๆ ก็คล่องขึ้น แถมได้เรียนรู้ฟังก์ชันใหม่ ๆ ที่น่าสนใจด้วย
4.
หา Mentors หรือเข้าร่วมกลุ่มนักกฎหมายที่สนใจเทคโนโลยี: การมีคนคอยแนะนำ หรือได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนที่อยู่ในวงการเดียวกันที่สนใจเรื่องพวกนี้ จะช่วยให้เราได้ไอเดียและแรงบันดาลใจ แถมยังได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นด้วย ซึ่งมันช่วยย่นระยะเวลาการเรียนรู้ของเราได้เยอะเลยครับจำไว้นะครับว่า “ก้าวเล็ก ๆ อย่างสม่ำเสมอ ย่อมดีกว่าการไม่ก้าวเลย” การลงทุนในทักษะเหล่านี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มโอกาสในอาชีพ แต่คือการลงทุนในตัวคุณเองให้เป็นนักกฎหมายที่สมบูรณ์แบบในโลกยุคใหม่ครับ ผมเชื่อว่าคุณทำได้แน่นอน!






